ประเด็นที่ทำให้ผู้กำกับดูแลกังวลมากขึ้นคือ นักลงทุนบางกลุ่ม รวมถึงกองทุนเฮดจ์ฟันด์ กำลังกู้เงินเพื่อซื้อหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI เมื่อการลงทุนมีหนี้สินเป็นตัวหนุน การปรับฐานของราคาหุ้นอาจทำให้เกิดการเร่งขายและขยายความเสียหายมากกว่าการลงทุนด้วยเงินทุนของตัวเอง
ก่อนหน้านี้ BoE เคยเตือนในเดือนตุลาคม 2025 ว่า ตลาดการเงินโลกอาจเผชิญภาวะขาลงอย่างรุนแรง หากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อ AI เสื่อมลง
ช่วงแรกของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ส่วนใหญ่ได้รับเงินทุนจากกระแสเงินสดของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ทำกำไรได้ และจากการระดมทุนผ่านหุ้น แต่ BoE ระบุว่า การใช้หนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ธนาคารกลางอังกฤษประเมินว่า ราวครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ที่คาดว่าจะสูงถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 5 ปีข้างหน้า อาจได้รับการสนับสนุนด้วยหนี้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของ BoE ไม่ได้หมายความว่า การลงทุน AI ทั้งหมดในปัจจุบันใช้หนี้เป็นหลัก เพราะเอกสารของธนาคารระบุชัดว่า จนถึงปัจจุบัน เงินทุนส่วนใหญ่ยังมาจากกระแสเงินสดและการลงทุนในหุ้น ขณะที่สัดส่วนหนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หากหุ้นหรือสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ปรับตัวลง ความเสียหายอาจไม่ได้จำกัดอยู่ในตลาดหุ้น แต่ส่งต่อไปยังตลาดสินเชื่อและตราสารหนี้ที่ใช้ระดมทุนให้บริษัทเหล่านี้ด้วย สัญญาณเตือนบางส่วนเริ่มปรากฏในตลาดสัญญาแลกเปลี่ยนความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ หรือ CDS ของบริษัทที่พึ่งพาหนี้เพื่อการลงทุน
รายงานเดือนกรกฎาคม 2026 ของ BoE ยังเตือนว่า โครงสร้างหนี้ที่เกี่ยวข้องกับ AI มีความซับซ้อนและโปร่งใสน้อยลง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่สูงขึ้นอาจกดดันมูลค่าหุ้นและทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของธุรกิจ AI เพิ่มขึ้น
BoE กังวลว่า การใช้โมเดล AI แบบเดียวกันอย่างแพร่หลายในสถาบันการเงิน อาจทำให้บริษัทจำนวนมากประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจลงทุนไปในทิศทางเดียวกัน
รายงาน Financial Stability in Focus เดือนเมษายน 2025 ระบุว่า หากมีการใช้กลยุทธ์ซื้อขายที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขั้นสูงมากขึ้น บริษัทต่าง ๆ อาจถือสถานะลงทุนที่มีความสัมพันธ์กันสูง และดำเนินการคล้ายกันเมื่อเกิดความเครียดในตลาด ส่งผลให้แรงกระแทกรุนแรงขึ้น
ขณะนี้ BoE ยังไม่ได้จัดความเสี่ยงจาก AI รูปแบบดังกล่าวว่าเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่เกิดขึ้นแล้ว แต่คณะกรรมการนโยบายการเงินระบุในเดือนมีนาคม 2026 ว่า ความเสี่ยงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากสถาบันการเงินเร่งนำ AI ขั้นสูงมาใช้งาน
อีกปัญหาสำคัญคือ ผู้ใช้งานอาจไม่เข้าใจว่า AI มาถึงข้อสรุปหรือคำแนะนำได้อย่างไร โดยเฉพาะโมเดลเจเนอเรทีฟ AI และ agentic AI ซึ่งหมายถึงระบบที่สามารถวางแผนและดำเนินการบางอย่างได้ด้วยตัวเอง
เอกสารของคณะกรรมการนโยบายการเงินกล่าวถึง “ความไม่โปร่งใสของผลลัพธ์จาก AI โดยเฉพาะระบบเจเนอเรทีฟหรือ agentic AI” การวิเคราะห์จากแหล่งข้อมูลภายนอกระบุเพิ่มเติมว่า การขาดความสามารถในการอธิบายผลลัพธ์ ประกอบกับความเป็นอิสระในการทำงานที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้สถาบันการเงินรับความเสี่ยงที่ตนเองไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้
อย่างไรก็ดี ข้อความหลังเป็นการสรุปจากบทวิเคราะห์ภายนอก ไม่ใช่ถ้อยคำที่ยืนยันโดยตรงจากเอกสาร BoE ส่วนรายงานของ BoE ยืนยันว่า ธนาคารอังกฤษกำลังติดตามความเสี่ยงจากการนำ agentic AI มาใช้ โดยเฉพาะเมื่อธนาคารพาณิชย์อังกฤษแข่งขันกันนำระบบดังกล่าวเข้าสู่การดำเนินงาน
Reuters รายงานว่า BoE ระบุ AI อาจทำให้ธนาคารมีความเปราะบางต่อการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น และถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงเพิ่มเติมที่ถูกเน้นย้ำจากรายงานก่อนหน้า
ประเด็นนี้สอดคล้องกับมุมมองของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ซึ่งจัดความปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลเป็นข้อกังวลสำคัญในการนำ AI มาใช้ในธนาคารกลาง โดยความเสี่ยงด้านปฏิบัติการอยู่ในลำดับความสำคัญสูงสุด
BoE ไม่ใช่สถาบันเดียวที่กังวลเรื่องการลงทุน AI ที่ร้อนแรงเกินไป BIS ระบุในรายงานเศรษฐกิจประจำปี 2026 ว่า การแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำด้าน AI อาจกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเกินความจำเป็น และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการกลับทิศอย่างรุนแรง หากผลตอบแทนจาก AI ไม่เป็นไปตามที่นักลงทุนคาดหวัง
BIS ยังระบุว่า บริษัทคลาวด์รายใหญ่ที่สุด 5 แห่ง หรือ hyperscalers มีแผนใช้งบลงทุนด้าน AI รวมกันมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้เกิดคำถามถึงความยั่งยืนของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ในสหรัฐฯ สำนักข่าว NOTUS รายงานถึงร่างรายงานภายในกระทรวงการคลังที่เปรียบเทียบความเสี่ยงของตลาด AI กับยุคฟองสบู่ดอตคอม โดยระบุว่าบริษัท AI ฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลึกกว่าบริษัทอินเทอร์เน็ตในยุคนั้น และการชะลอตัวอาจส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วระบบเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม โฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธร่างรายงานดังกล่าว โดยระบุว่ากระทรวง “ไม่ยอมรับร่างรายงานฉบับนั้น” ดังนั้น ร่างรายงานนี้ควรถูกนำเสนอในฐานะเอกสารภายในที่ถูกรายงานข่าวและถูกปฏิเสธโดยหน่วยงาน ไม่ใช่จุดยืนอย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
จดหมายจากฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ก็แสดงความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI เช่นกัน โดยอ้างบทเรียนจากฟองสบู่ดอตคอม และระบุว่าอุตสาหกรรม AI จำเป็นต้องสร้างรายได้ต่อปีราว 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 เพื่อชดเชยต้นทุนศูนย์ข้อมูลที่คาดการณ์ไว้
ข้อกล่าวอ้างบางส่วนจากคำถามตั้งต้นยังไม่สามารถตรวจสอบยืนยันได้จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ ได้แก่
คำเตือนของ BoE ไม่ได้บอกว่า AI จะทำให้ระบบการเงินล่มสลายอย่างแน่นอน แต่ชี้ให้เห็นช่องทางที่ความคาดหวังต่อ AI อาจขยายความเสียหายได้ หากผลตอบแทนไม่ทันกับการลงทุนหรือความเชื่อมั่นเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว
ความเสี่ยงหลักที่ยืนยันได้ ได้แก่ มูลค่าหุ้น AI ที่ตึงตัว การกู้เงินเพื่อเข้าลงทุน การเพิ่มขึ้นของหนี้บริษัท AI กลยุทธ์ซื้อขายที่อาจเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน ความไม่โปร่งใสของระบบอัตโนมัติ และภัยไซเบอร์
BIS ก็เตือนในทิศทางเดียวกันว่า การลงทุน AI ที่มากเกินไปอาจลดทอนความสามารถในการทำกำไรของบริษัท และในสถานการณ์เลวร้ายอาจทำให้เศรษฐกิจบางประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอย เมื่อพิจารณารวมกัน คำเตือนเหล่านี้สะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นประเด็นมหภาคที่ผู้กำกับดูแลตลาดการเงินต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ประเด็นที่ทำให้ผู้กำกับดูแลกังวลมากขึ้นคือ นักลงทุนบางกลุ่ม รวมถึงกองทุนเฮดจ์ฟันด์ กำลังกู้เงินเพื่อซื้อหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI เมื่อการลงทุนมีหนี้สินเป็นตัวหนุน การปรับฐานของราคาหุ้นอาจทำให้เกิดการเร่งขายและขยายความเสียหายมากกว่าการลงทุนด้วยเงินทุนของตัวเอง
ก่อนหน้านี้ BoE เคยเตือนในเดือนตุลาคม 2025 ว่า ตลาดการเงินโลกอาจเผชิญภาวะขาลงอย่างรุนแรง หากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อ AI เสื่อมลง
ช่วงแรกของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ส่วนใหญ่ได้รับเงินทุนจากกระแสเงินสดของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ทำกำไรได้ และจากการระดมทุนผ่านหุ้น แต่ BoE ระบุว่า การใช้หนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ธนาคารกลางอังกฤษประเมินว่า ราวครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ที่คาดว่าจะสูงถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 5 ปีข้างหน้า อาจได้รับการสนับสนุนด้วยหนี้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของ BoE ไม่ได้หมายความว่า การลงทุน AI ทั้งหมดในปัจจุบันใช้หนี้เป็นหลัก เพราะเอกสารของธนาคารระบุชัดว่า จนถึงปัจจุบัน เงินทุนส่วนใหญ่ยังมาจากกระแสเงินสดและการลงทุนในหุ้น ขณะที่สัดส่วนหนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หากหุ้นหรือสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ปรับตัวลง ความเสียหายอาจไม่ได้จำกัดอยู่ในตลาดหุ้น แต่ส่งต่อไปยังตลาดสินเชื่อและตราสารหนี้ที่ใช้ระดมทุนให้บริษัทเหล่านี้ด้วย สัญญาณเตือนบางส่วนเริ่มปรากฏในตลาดสัญญาแลกเปลี่ยนความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ หรือ CDS ของบริษัทที่พึ่งพาหนี้เพื่อการลงทุน
รายงานเดือนกรกฎาคม 2026 ของ BoE ยังเตือนว่า โครงสร้างหนี้ที่เกี่ยวข้องกับ AI มีความซับซ้อนและโปร่งใสน้อยลง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่สูงขึ้นอาจกดดันมูลค่าหุ้นและทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของธุรกิจ AI เพิ่มขึ้น
BoE กังวลว่า การใช้โมเดล AI แบบเดียวกันอย่างแพร่หลายในสถาบันการเงิน อาจทำให้บริษัทจำนวนมากประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจลงทุนไปในทิศทางเดียวกัน
รายงาน Financial Stability in Focus เดือนเมษายน 2025 ระบุว่า หากมีการใช้กลยุทธ์ซื้อขายที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขั้นสูงมากขึ้น บริษัทต่าง ๆ อาจถือสถานะลงทุนที่มีความสัมพันธ์กันสูง และดำเนินการคล้ายกันเมื่อเกิดความเครียดในตลาด ส่งผลให้แรงกระแทกรุนแรงขึ้น
ขณะนี้ BoE ยังไม่ได้จัดความเสี่ยงจาก AI รูปแบบดังกล่าวว่าเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่เกิดขึ้นแล้ว แต่คณะกรรมการนโยบายการเงินระบุในเดือนมีนาคม 2026 ว่า ความเสี่ยงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากสถาบันการเงินเร่งนำ AI ขั้นสูงมาใช้งาน
อีกปัญหาสำคัญคือ ผู้ใช้งานอาจไม่เข้าใจว่า AI มาถึงข้อสรุปหรือคำแนะนำได้อย่างไร โดยเฉพาะโมเดลเจเนอเรทีฟ AI และ agentic AI ซึ่งหมายถึงระบบที่สามารถวางแผนและดำเนินการบางอย่างได้ด้วยตัวเอง
เอกสารของคณะกรรมการนโยบายการเงินกล่าวถึง “ความไม่โปร่งใสของผลลัพธ์จาก AI โดยเฉพาะระบบเจเนอเรทีฟหรือ agentic AI” การวิเคราะห์จากแหล่งข้อมูลภายนอกระบุเพิ่มเติมว่า การขาดความสามารถในการอธิบายผลลัพธ์ ประกอบกับความเป็นอิสระในการทำงานที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้สถาบันการเงินรับความเสี่ยงที่ตนเองไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้
อย่างไรก็ดี ข้อความหลังเป็นการสรุปจากบทวิเคราะห์ภายนอก ไม่ใช่ถ้อยคำที่ยืนยันโดยตรงจากเอกสาร BoE ส่วนรายงานของ BoE ยืนยันว่า ธนาคารอังกฤษกำลังติดตามความเสี่ยงจากการนำ agentic AI มาใช้ โดยเฉพาะเมื่อธนาคารพาณิชย์อังกฤษแข่งขันกันนำระบบดังกล่าวเข้าสู่การดำเนินงาน
Reuters รายงานว่า BoE ระบุ AI อาจทำให้ธนาคารมีความเปราะบางต่อการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น และถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงเพิ่มเติมที่ถูกเน้นย้ำจากรายงานก่อนหน้า
ประเด็นนี้สอดคล้องกับมุมมองของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ซึ่งจัดความปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลเป็นข้อกังวลสำคัญในการนำ AI มาใช้ในธนาคารกลาง โดยความเสี่ยงด้านปฏิบัติการอยู่ในลำดับความสำคัญสูงสุด
BoE ไม่ใช่สถาบันเดียวที่กังวลเรื่องการลงทุน AI ที่ร้อนแรงเกินไป BIS ระบุในรายงานเศรษฐกิจประจำปี 2026 ว่า การแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำด้าน AI อาจกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเกินความจำเป็น และเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการกลับทิศอย่างรุนแรง หากผลตอบแทนจาก AI ไม่เป็นไปตามที่นักลงทุนคาดหวัง
BIS ยังระบุว่า บริษัทคลาวด์รายใหญ่ที่สุด 5 แห่ง หรือ hyperscalers มีแผนใช้งบลงทุนด้าน AI รวมกันมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้เกิดคำถามถึงความยั่งยืนของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ในสหรัฐฯ สำนักข่าว NOTUS รายงานถึงร่างรายงานภายในกระทรวงการคลังที่เปรียบเทียบความเสี่ยงของตลาด AI กับยุคฟองสบู่ดอตคอม โดยระบุว่าบริษัท AI ฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลึกกว่าบริษัทอินเทอร์เน็ตในยุคนั้น และการชะลอตัวอาจส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วระบบเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม โฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธร่างรายงานดังกล่าว โดยระบุว่ากระทรวง “ไม่ยอมรับร่างรายงานฉบับนั้น” ดังนั้น ร่างรายงานนี้ควรถูกนำเสนอในฐานะเอกสารภายในที่ถูกรายงานข่าวและถูกปฏิเสธโดยหน่วยงาน ไม่ใช่จุดยืนอย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
จดหมายจากฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ก็แสดงความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI เช่นกัน โดยอ้างบทเรียนจากฟองสบู่ดอตคอม และระบุว่าอุตสาหกรรม AI จำเป็นต้องสร้างรายได้ต่อปีราว 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 เพื่อชดเชยต้นทุนศูนย์ข้อมูลที่คาดการณ์ไว้
ข้อกล่าวอ้างบางส่วนจากคำถามตั้งต้นยังไม่สามารถตรวจสอบยืนยันได้จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ ได้แก่
คำเตือนของ BoE ไม่ได้บอกว่า AI จะทำให้ระบบการเงินล่มสลายอย่างแน่นอน แต่ชี้ให้เห็นช่องทางที่ความคาดหวังต่อ AI อาจขยายความเสียหายได้ หากผลตอบแทนไม่ทันกับการลงทุนหรือความเชื่อมั่นเปลี่ยนทิศอย่างรวดเร็ว
ความเสี่ยงหลักที่ยืนยันได้ ได้แก่ มูลค่าหุ้น AI ที่ตึงตัว การกู้เงินเพื่อเข้าลงทุน การเพิ่มขึ้นของหนี้บริษัท AI กลยุทธ์ซื้อขายที่อาจเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน ความไม่โปร่งใสของระบบอัตโนมัติ และภัยไซเบอร์
BIS ก็เตือนในทิศทางเดียวกันว่า การลงทุน AI ที่มากเกินไปอาจลดทอนความสามารถในการทำกำไรของบริษัท และในสถานการณ์เลวร้ายอาจทำให้เศรษฐกิจบางประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอย เมื่อพิจารณารวมกัน คำเตือนเหล่านี้สะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นประเด็นมหภาคที่ผู้กำกับดูแลตลาดการเงินต้องจับตาอย่างใกล้ชิด