Bernstein ยืนยันเป้าหมาย Bitcoin สิ้นปี 2026 ที่ 150,000 ดอลลาร์ แม้ราคาจะร่วง 54% จากจุดสูงสุดที่ 125,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2025 [1][2] นักวิเคราะห์มองว่าการปรับฐานครั้งนี้เป็น 'ขาลงที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์' เพราะไม่มีเหตุการณ์ล้มเหลวเชิงระบบเหมือนในอดีต [4][5] กระแสเงินลงทุนจากสถาบันยังคงไหลเข้า โดย Spot...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What is Wall Street brokerage Bernstein's current Bitcoin price outlook, and what key market cond. Article summary: ## Bernstein's Bitcoin Outlook and the Key Conditions Underpinning Their $150,000 Year-End Target. Topic tags: general, general web, user generated, government. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual,
Bernstein (เบิร์นสไตน์) วาณิชธนกิจและบริษัทวิจัยชื่อดังจากวอลล์สตรีท ยังคงยืนยันเป้าหมายราคา Bitcoin สิ้นปี 2026 ที่ 150,000 ดอลลาร์ แม้ว่าราคาจะร่วงลงประมาณ 54% จากจุดสูงสุดรอบนี้ที่เกือบ 125,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2025
นักวิเคราะห์ของ Bernstein นำโดย Gautam Chhugani ยอมรับว่าการคาดการณ์นี้ 'ทะเยอทะยาน' ในตอนนี้ แต่โต้แย้งว่าโครงสร้างหลัก (structural thesis) ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง มาดูปัจจัยที่ Bernstein ใช้หนุนมุมมองนี้กัน
การปรับฐานจากจุดสูงสุดเมื่อตุลาคม 2025 มาสู่ระดับปัจจุบัน (ประมาณ 57,000 – 64,000 ดอลลาร์) คิดเป็นประมาณ 54% แต่ Bernstein ชี้ให้เห็นว่าการปรับฐานในรอบนี้ยังตื้นกว่าการร่วง 75-90% ที่เคยเกิดขึ้นในรอบขาลงครั้งก่อนๆ
โดย Bernstein ระบุว่าการเทขายครั้งนี้เป็นเพียงการปรับฐานตามความรู้สึก (sentiment-driven correction) ไม่ใช่การพังทลายเชิงโครงสร้าง เพราะไม่มีเหตุการณ์สำคัญ เช่น การล้มละลายของกระดานเทรดยักษ์ใหญ่ วิกฤตสินเชื่อในระบบ หรือปัญหาที่ระดับโปรโตคอลเกิดขึ้นระหว่างการร่วงลงครั้งนี้
Bernstein เรียกการดิ่งลงครั้งนี้ว่า 'ขาลงที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์' (weakest bear case in history) ซึ่งหมายถึงปัจจัยขับเคลื่อนพื้นฐาน เช่น การยอมรับของสถาบัน (institutional adoption) สุขภาพของเครือข่าย (network health) และความชัดเจนด้านกฎระเบียบ ยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าความรู้สึกของนักลงทุนรายย่อยจะแย่ลงก็ตาม
มูลค่าการถือครองสะสมใน Spot Bitcoin ETFs ยังคงใกล้ 1 แสนล้านดอลลาร์ แม้ราคาจะร่วงลง ซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนระยะยาวยังไม่ยอมขายทิ้ง (capitulate)
ในปี 2026 จนถึงปัจจุบัน Spot BTC ETFs มีกระแสเงินไหลออกสุทธิ (net outflows) ประมาณ 2,600 ล้านดอลลาร์ จากฐานสินทรัพย์ under management ประมาณ 75,000 ล้านดอลลาร์ Bernstein มองว่านี่เป็นตัวเลขที่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับขนาดของการปรับฐาน และสอดคล้องกับช่วง 'น่าเบื่อ' ของการสะสม ไม่ใช่การขายด้วยความตื่นตระหนก
Bernstein พบว่ามีเงินไหลเข้า ETF สดๆ มูลค่า 1,100 ล้านดอลลาร์ในช่วงที่ราคาฟื้นตัวครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นหลักฐานว่านักลงทุนสถาบันพร้อมจะเข้ามาซื้อเมื่อราคาลง บริษัทโต้แย้งว่าความต้องการจากสถาบันนั้นแข็งแกร่งกว่าที่ความรู้สึกของตลาดบอก โดยชี้ว่าวัฏจักรปี 2025 ได้รวม Bitcoin เข้าสู่ระบบการเงินแบบดั้งเดิม (traditional finance) ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้กลับไปเป็นเหมือนเดิม
นักขุด Bitcoin ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ (U.S. publicly listed miners) ได้กระจายรายได้ไปสู่การให้บริการโฮสติ้งสำหรับ AI Data Center มากขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงกดดันในการขาย Bitcoin ที่ขุดได้ออกสู่ตลาด
Strategy (เดิมชื่อ MicroStrategy) ยังคงเป็นผู้ซื้อ BTC สุทธิ และการสะสมของบริษัทนี้ช่วยชดเชยแรงกดดันในการขายจาก บริษัทขุดเหมืองขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดสหรัฐฯ Bernstein ตั้งข้อสังเกตว่านักขุดชั้นนำของสหรัฐฯ ที่หันไปให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ได้ลดปริมาณอุปทานส่วนเกินที่มักจะซ้ำเติมตลาดหมีลงอย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยพื้นฐานของเครือข่าย เช่น hash rate และ difficulty adjustments แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น โดย hash rate ฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่ลดลงประมาณ 10% จากจุดสูงสุด
กฎหมาย GENIUS Act (กรอบการกำกับดูแล Stablecoin ของสหรัฐฯ) ได้ลงนามเป็นกฎหมายในเดือนกรกฎาคม 2025 ซึ่งสร้างระบอบการกำกับดูแลของรัฐบาลกลางสำหรับ stablecoin ที่ใช้ชำระเงิน และยืนยันว่าไม่ใช่หลักทรัพย์ (securities)
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2026 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) และคณะกรรมการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าสหรัฐฯ (CFTC) ได้ออกแนวทางร่วมกัน โดยจำแนกสินทรัพย์คริปโตออกเป็น 5 ประเภท และกำหนดให้ Bitcoin และ Ethereum เป็น 'ดิจิทัลคอมมอดิตี้' (digital commodities) ซึ่งเป็นการจำแนกประเภทที่ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
สำนักงานผู้ควบคุมสกุลเงิน (OCC) ได้ออกข้อเสนอกฎเกณฑ์ความยาว 376 หน้าในเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งระบุถึงการออกใบอนุญาต stablecoin ข้อกำหนดเรื่องเงินสำรอง และผู้ที่มีสิทธิ์เป็นผู้ออก stablecoin เพื่อการชำระเงินที่ได้รับอนุญาต
Bernstein คาดการณ์ 'ซูเปอร์ไซเคิลของการทำเป็นโทเค็น' (tokenization supercycle) ในปี 2026 โดยคาดว่าอุปทาน stablecoin จะเติบโต 56% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 420,000 ล้านดอลลาร์ และการทำเป็นโทเค็นของสินทรัพย์ในโลกจริง (real-world asset tokenization) จะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ซึ่งเป็นแนวโน้มมหภาคที่พวกเขาเชื่อว่าจะช่วยยกราคา Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัลพื้นฐาน พวกเขาโต้แย้งว่าสหรัฐฯ ได้ก้าวไปอย่างเด็ดขาดในการเป็นศูนย์กลางคริปโตระดับโลก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบในระยะยาว
จุดยืนของ Bernstein อยู่บนพื้นฐานของมุมมองที่ว่าการปรับฐานในปัจจุบันนั้นตื้นกว่าในอดีต ขาดตัวเร่งปฏิกิริยาจากปัญหาระบบ และกำลังเกิดขึ้นในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานของสถาบันเติบโตเต็มที่ แรงกดดันด้านอุปทานจากนักขุดลดลง และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบของสหรัฐฯ ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา บริษัทคาดการณ์จุดสูงสุดของวัฏจักรที่ 200,000 – 250,000 ดอลลาร์หลังจากปี 2026 โดยมีเป้าหมาย 150,000 ดอลลาร์เป็นเป้าหมายระหว่างทาง (intermediate year-end target) ซึ่งเป็นระดับที่ต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากประมาณ 64,000 ดอลลาร์
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Bernstein ยืนยันเป้าหมาย Bitcoin สิ้นปี 2026 ที่ 150,000 ดอลลาร์ แม้ราคาจะร่วง 54% จากจุดสูงสุดที่ 125,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2025 [1][2]
Bernstein ยืนยันเป้าหมาย Bitcoin สิ้นปี 2026 ที่ 150,000 ดอลลาร์ แม้ราคาจะร่วง 54% จากจุดสูงสุดที่ 125,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2025 [1][2] นักวิเคราะห์มองว่าการปรับฐานครั้งนี้เป็น 'ขาลงที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์' เพราะไม่มีเหตุการณ์ล้มเหลวเชิงระบบเหมือนในอดีต [4][5]
กระแสเงินลงทุนจากสถาบันยังคงไหลเข้า โดย Spot Bitcoin ETF มียอดถือครองสะสมใกล้ 100,000 ล้านดอลลาร์ แม้มี outflow เล็กน้อย [4]