แหล่งข่าวที่ตรวจสอบพบว่า โรเบอร์ตา เม็ตโซลา ประธานรัฐสภายุโรป ถูกเรียกร้องให้ดำเนินการกับสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบคำพูดโดยตรงที่บันทึกไว้เป็นทางการว่าเม็ตโซลาออกคำเตือนเกี่ยวกับบทลงโทษหรือมาตรการทางวินัยที่เฉพาะเจาะจง
คำพูดที่มีการรายงานว่าไม่เห็นด้วยกับบรรยากาศดังกล่าวมาจาก มาลิก อัซมานี สมาชิกกลุ่ม Renew Europe ซึ่งกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่การเมืองแบบที่ผมยึดถือ และไม่ใช่วิธีที่ผมเป็นนักการเมือง” ขณะเดียวกัน เม็ตโซลาตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากองค์กรภาคประชาสังคมและกลุ่ม Renew Europe ให้พิจารณามาตรการทางวินัย
คณะผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนได้เข้าพบคณะทำงานของเม็ตโซลาเพื่อเรียกร้องให้มีบทลงโทษ และกลุ่ม Renew Europe ได้ยื่นคำขออย่างเป็นทางการให้พิจารณามาตรการต่อสมาชิกสภาที่ร่วมตะโกนหรือมีพฤติกรรมเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ มีรายงานว่า เซบาสเตียน ทินก์คาเนน จากฟินแลนด์ และ คริสตอฟเฟอร์ สตอร์ม จากเดนมาร์ก ถูกตรวจสอบกรณีถูกกล่าวหาว่ามีถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติและคุกคามทางออนไลน์ โดยมีการส่งเรื่องร้องเรียนถึงเม็ตโซลา
สถานะที่แน่ชัดของกระบวนการทางวินัยยังไม่ชัดเจนจากแหล่งข่าวที่มีอยู่ ดังนั้นจึงควรแยกระหว่าง “แรงกดดันให้ลงโทษ” กับ “คำเตือนเรื่องบทลงโทษจากเม็ตโซลา” ซึ่งยังไม่มีหลักฐานยืนยันโดยตรง
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และกลุ่มสิทธิมนุษยชนวิจารณ์เหตุการณ์นี้ใน 2 ประเด็นหลัก
องค์กรระบุว่า กฎหมายดังกล่าวอาจขยายอำนาจการกักตัว เพิ่มระยะเวลากักตัวสูงสุดเป็น 24 เดือน และอาจขยายได้อีก 6 เดือน เปิดทางให้ประเทศสมาชิกจัดตั้ง “ศูนย์ส่งกลับ” ในประเทศที่อยู่นอกสหภาพยุโรป ซึ่งผู้ถูกส่งตัวอาจถูกกักไว้เป็นเวลานานโดยไม่มีกำหนดชัดเจน นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการค้นบ้านและยึดทรัพย์สินของผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือกับคำสั่งส่งกลับ
แอมเนสตี้และหน่วยงานสิทธิมนุษยชนยังเตือนว่า กฎหมายอาจกระทบหลัก non-refoulement หรือหลักห้ามส่งบุคคลกลับไปยังประเทศที่พวกเขาอาจเผชิญการประหัตประหารหรืออันตรายร้ายแรง รวมถึงอาจทำให้ผู้เยาว์บางกลุ่มต้องถูกกักตัว
Euronews อธิบายว่า Return Regulation อาจเป็นการเปลี่ยนทิศทางด้านนโยบายการย้ายถิ่นที่เข้มงวดที่สุดของสหภาพยุโรปในรอบหลายทศวรรษ ประเด็นที่ถูกจับตามอง ได้แก่
คณะกรรมการกู้ภัยระหว่างประเทศ (International Rescue Committee) เรียกศูนย์ส่งกลับเหล่านี้ว่าเป็น “หลุมดำทางกฎหมาย” ซึ่งอาจไม่สามารถรับประกันการคุ้มครองสิทธิได้ ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชน 70 องค์กรเตือนว่า การปฏิรูปนี้อาจนำไปสู่ระบบบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองในลักษณะคล้าย ICE ของสหรัฐฯ
การลงมติครั้งนี้เกิดขึ้นหลังกลุ่มการเมืองสายกลางขวาอย่าง พรรคประชาชนยุโรป (EPP) อาศัยเสียงสนับสนุนจากกลุ่มฝ่ายขวาและขวาจัด รวมถึงกลุ่ม ECR และ Patriots for Europe เพื่อให้ได้เสียงข้างมาก จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี เรียกกฎหมายนี้ว่า “ความสำเร็จครั้งใหญ่”
ในอีกด้านหนึ่ง ไมเคิล บลอส สมาชิกสภายุโรปจากเยอรมนี เขียนบนโซเชียลมีเดียว่า บรรยากาศในรัฐสภาเป็นเหมือน “บรรยากาศของการรุมประณาม และน่าละอาย”
แม้รัฐสภายุโรปจะให้ความเห็นชอบแล้ว แต่กฎหมายยังต้องได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศก่อนจึงจะเดินหน้าสู่การบังคับใช้เต็มรูปแบบ องค์กรภาคประชาสังคมหลายแห่ง รวมถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แพทย์ไร้พรมแดน OXFAM และ ILGA-Europe จึงเรียกร้องให้เม็ตโซลาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนขึ้นต่อวาทกรรมเลือกปฏิบัติ และยืนยันว่าการนำกฎใหม่ไปใช้ต้องไม่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน