ข้อสรุป: หาก JEDEC ปรับขีดจำกัดเป็น ~900 μm ผู้ผลิตจะใช้ TC Bonder ต่อไปได้อีกอย่างน้อย 1-2 เจนเนอเรชั่น ส่งผลให้โอกาสสร้างรายได้ของ Besi ต้องเลื่อนออกไปอีกหลายปี
คู่แข่งอย่าง Samsung และ SK Hynix กำลังพัฒนาโซลูชั่นบรรจุภัณฑ์ของตัวเองที่ช่วยลดความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้ Hybrid Bonding:
รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2029 (Q1/2029) เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2029 ของ Besi แข็งแกร่งมาก:
| เมตริก | Q1 2029 | การเปลี่ยนแปลง YoY |
|---|---|---|
| รายได้ | €184.9M | +28.3% |
| คำสั่งซื้อ (Bookings) | €269.7M | +104.5% |
| กำไรสุทธิ | €51.6M | +63.8% |
| อัตรากำไรสุทธิ | 27.9% | จาก 21.9% |
| อัตรากำไรขั้นต้น | 63.5% | — |
แม้ตัวเลขจะแข็งแกร่ง แต่หุ้นกลับถูกกดดันทันทีหลังจากนั้น โดยลดลง ~7% ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์หลังผลประกอบการ Q4 และร่วงในเดือนมีนาคมและกรกฎาคมตามข่าวเชิงลบ
ธุรกิจพื้นฐานของ Besi กำลังดำเนินไปได้ดี คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นสองเท่า อัตรากำไรขยายตัว และผู้บริหารกำลังเพิ่มเป้าหมายระยะยาว แต่หุ้นกลับถูกกดดันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากข่าวที่บ่งชี้ว่า การนำ Hybrid Bonding มาใช้ใน HBM กำลังชะลอตัวลง: ครั้งแรกผ่านการหารือผ่อนปรนมาตรฐานความหนา JEDEC ในเดือนมีนาคม และครั้งที่สองผ่านความล่าช้าของลูกค้าโดยตรงในเดือนกรกฎาคม มุมมองเชิงบวกในระยะยาว (Hybrid Bonding จะจำเป็นสำหรับ HBM แบบ 20+ ชั้นและขยายไปสู่ Logic/Photonics) ยังคงอยู่ แต่เส้นเวลาการใช้งานในระยะใกล้นั้นถูกเลื่อนออกไป สร้างความผันผวนของหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างผลประกอบการปัจจุบันที่แข็งแกร่ง กับอนาคตที่ถูกล่าช้า