ความผิดพลาดทั้งสองนี้ทำให้ซายน์ซไม่ได้รับคำแนะนำให้อยู่หลังรถเซฟตี้คาร์ ซึ่งนำไปสู่การละเมิดกฎ
สจ๊วตใช้กฎข้อ 12.4.1.i ของ FIA International Sporting Code เพื่อลงโทษ กฎข้อนี้ยืนยันว่าการเพิ่มรอบ (Penalty Lap) เป็นหนึ่งในโทษที่สจ๊วตสามารถใช้ดุลยพินิจลงโทษได้ ในกรณีนี้ พวกเขาถือว่านี่คือโทษที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากการละเมิดคือการแซงโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งไม่ใช่แค่การละเมิดกีฬาทั่วไป
แม้จะเป็นการลงโทษที่หายากและทำให้อันดับร่วงถึง 5 อันดับ แต่โทษนี้ไม่มีผลใดๆ ต่อการชิงแชมป์นักขับหรือผู้ผลิตเลย ซายน์ซเข้าเส้นชัยอันดับ 12 ซึ่งเป็นอันดับที่ไม่ได้รับคะแนนแชมเปี้ยนชิพ หลังจากโดนโทษ เขาถูกจัดให้อยู่อันดับ 17 ซึ่งก็ไม่ได้รับคะแนนเช่นกัน ผลกระทบเดียวคือต่อการจัดอันดับในเรซนั้นๆ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงการกระจายคะแนนในการลุ้นแชมป์
ความสับสนรอบโทษของซายน์ซถูกตอกย้ำด้วยเหตุการณ์ใหญ่ที่แยกออกไปต่างหาก ซึ่งทำลายช่วงท้ายการแข่งขัน ข้อความที่ผิดพลาดปรากฏขึ้นบนหน้าจอบอกว่ารถเซฟตี้คาร์จะเข้าพิทเพื่อให้มีการฉิวชิงชัยในรอบสุดท้าย ทาง FIA ยืนยันในภายหลังว่าสาเหตุมาจาก ความผิดพลาดของซอฟต์แวร์ (Software Error)
หน่วยงานกำกับดูแลชี้แจงว่าตามกฎข้อ B5.13.5 กำหนดให้ต้องขับครบ 1 รอบเต็มหลังจากปล่อยรถที่ถูกแซงรอบกลับมาแล้ว เนื่องจากข้อความที่ผิดพลาดถูกส่งออกไปเมื่อเหลืออีกเพียงหนึ่งรอบ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเริ่มการแข่งขันใหม่ได้ทัน ทำให้การแข่งขัน 52 รอบ
ต้องจบลงภายใต้ธงเหลือง (Safety Car) ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ไม่เป็นที่พอใจอย่างยิ่งสำหรับแฟนๆ
โดยสรุป การลงโทษของคาร์ลอส ซายน์ซหลังจบการแข่งขันเป็นเหตุการณ์ที่หายากและซับซ้อนทางเทคนิค ซึ่งเกิดจากลักษณะเฉพาะของสนามแข่งและความผิดพลาดในการสื่อสารของทีม แม้โทษนี้จะเป็นประเด็นถูกพูดถึง แต่ก็เป็นความผิดพลาดของซอฟต์แวร์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันต่างหากที่กลายเป็นตัวกำหนดจุดจบที่วุ่นวายและเต็มไปด้วยข้อถกเถียงของการแข่งขันครั้งนี้