เทียนเวิ่น-2 ติดตั้ง ระบบเก็บตัวอย่างสามรูปแบบ เพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จบนดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กที่หมุนเร็วนี้ :
เป้าหมายคือการเก็บตัวอย่างดินหินให้ได้ 200–1,000 กรัม ซึ่งมากกว่า Hayabusa2 (~5.4 กรัม) หรือ OSIRIS-REx (~121.6 กรัม) อย่างมีนัยสำคัญ
หลังจากปล่อยแคปซูลตัวอย่างลงสู่โลก ยานแม่จะใช้แรงโน้มถ่วงของโลกเหวี่ยงตัวไปยังดาวหางในแถบดาวเคราะห์น้อย 311P/PanSTARRS (P/2013 P5) ซึ่งเป็นวัตถุที่ปล่อยฝุ่นออกมา โดยจะถึงในราวปี 2577–2578 เพื่อศึกษาแบบบินผ่าน ทำให้ภารกิจนี้กินเวลานานถึงทศวรรษ
หนึ่งในคำถามที่ท้าทายที่สุดที่เทียนเวิ่น-2 ถูกออกแบบมาเพื่อตอบคือว่าคาโมโออาเลวามาจากไหน?
การศึกษาหลายชิ้นที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ (รวมถึงใน Nature Communications และ Communications Earth & Environment) แสดงว่าสเปกตรัมการสะท้อนแสงของคาโมโออาเลวาใกล้เคียงกับแร่ซิลิเกตจากดวงจันทร์ที่ผ่านการผุกร่อนในอวกาศ ไม่ใช่ดาวเคราะห์น้อยทั่วไปในแถบหลัก วงโคจรคล้ายโลกและการอยู่ใกล้ระบบโลก-ดวงจันทร์ชี้ชัดว่ามันน่าจะเป็น เศษชิ้นส่วนที่ถูกดีดออกจากดวงจันทร์ โดยอาจมาจากหลุมอุกกาบาตโคเปอร์นิคัสหรือจอร์ดาโน บรูโน
มันเป็นหนึ่งในไม่กี่ดวงที่ถูกเรียกว่า "บริวารเทียม" ของโลก
การศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ใน Nature Communications เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ได้ท้าทายแนวคิดดังกล่าว โดยเสนอว่าสเปกตรัมของคาโมโออาเลวาอาจสอดคล้องกับดาวเคราะห์น้อยประเภท S บางประเภทจากแถบหลักชั้นใน รวมถึง ตระกูลฟลอรา (Flora family) และวงโคจรของมันก็ไม่ได้กำหนดให้ต้องมาจากดวงจันทร์อย่างแน่ชัด การศึกษานี้โต้แย้งว่าการหมุนเร็วและขนาดเล็กของดาวเคราะห์น้อยสามารถทำให้เกิดการผุกร่อนในอวกาศจนให้สเปกตรัมที่แดงขึ้นได้เช่นกัน
สรุปคือ: ข้อสันนิษฐานเรื่องต้นกำเนิดจากดวงจันทร์ยังคงเป็นคำอธิบายหลัก แต่การถกเถียงยังคงดำเนินอยู่ ตัวอย่างที่เทียนเวิ่น-2 จะนำกลับมาจะเป็นคำตอบที่ชัดเจน โดยเปรียบเทียบอัตราส่วนไอโซโทป แร่วิทยา และลายเซ็นก๊าซมีตระกูลกับตัวอย่างจากดวงจันทร์
เทียนเวิ่น-2 มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์หลายด้าน: