กระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยันว่าได้ดำเนินการโจมตีขนาดใหญ่ต่อเคียฟและพื้นที่อื่น ๆ ด้วยอาวุธพิสัยไกลและโดรน แต่คำกล่าวอ้างเรื่องเป้าหมายและผลการโจมตีของแต่ละฝ่ายยังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระทั้งหมด
อาคารอพาร์ตเมนต์และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ หลายแห่งในเมืองได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารทหารกรุงเคียฟระบุว่าอาคารที่พักอาศัยถูกโจมตีด้วย โดยอาคารหลังหนึ่งในเขตโพดิลสกีได้รับความเสียหายบางส่วนระหว่างชั้น 5 ถึง 9 และมีภาพส่วนหนึ่งของผนังอาคารพังลงมา
เหตุโจมตียังส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้หลายเทศบาลเกิดไฟฟ้าและน้ำประปาขัดข้อง เจ้าหน้าที่ระบุว่าบริษัทพลังงานกำลังเร่งซ่อมแซมระบบ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการโจมตีโครงข่ายไฟฟ้าของยูเครนอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ การโจมตีครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2025 ทำให้ครัวเรือนในพื้นที่เคียฟมากกว่า 600,000 แห่งไม่มีไฟฟ้าใช้
ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีเตือนก่อนเกิดเหตุว่า ข่าวกรองบ่งชี้ว่ารัสเซียกำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่ครั้งใหม่ โดยเฉพาะต่อเมืองหลวง การโจมตีวันที่ 6 กรกฎาคมจึงเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคำเตือนดังกล่าว
เหตุนี้ยังเกิดขึ้นเพียง 4 วันหลังจากการโจมตีเคียฟครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ซึ่งสำนักข่าว Reuters รายงานว่าเป็นการโจมตีที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในเมืองหลวงในปีนี้ในเวลานั้น รัสเซียใช้โดรนหลายร้อยลำและขีปนาวุธหลายสิบลูก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน บาดเจ็บอีกจำนวนมาก และอาคารราว 130 แห่งได้รับความเสียหาย
รายงานจากยูเครนระบุว่า การโจมตีวันที่ 2 กรกฎาคมสร้างความเสียหายในมากกว่า 30 จุดทั่วเมือง โดยมีอาคารที่พักอาศัยได้รับผลกระทบมากกว่า 20 แห่ง
การโจมตีวันที่ 6 กรกฎาคมเกิดขึ้นในวันก่อนการประชุมสุดยอด NATO ครั้งที่ 36 ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–8 กรกฎาคม 2026 วาระสำคัญของการประชุมประกอบด้วยการใช้จ่ายด้านกลาโหม การแบ่งภาระระหว่างสมาชิก ความพร้อมทางทหาร และการสนับสนุนยูเครน
นักวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่ตะวันตกมองว่า ช่วงเวลาของการโจมตีอาจเป็นการส่งสัญญาณกดดัน NATO ขณะที่พันธมิตรกำลังหารือเรื่องการช่วยเหลือยูเครน อย่างไรก็ตาม เจตนาทางการเมืองของรัสเซียยังเป็นการประเมินจากบริบท ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันโดยอิสระ
โปแลนด์และฝ่ายพันธมิตรส่งเครื่องบินรบขึ้นปฏิบัติการในน่านฟ้าโปแลนด์เพื่อเฝ้าระวังและตอบสนองเชิงป้องกันต่อการโจมตีระยะไกลของรัสเซียที่เกิดขึ้นในยูเครน รายงานดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าน่านฟ้าโปแลนด์ถูกโจมตีโดยตรง
ก่อนการประชุมสุดยอด ราดอสวัฟ ซิกอร์สกี รัฐมนตรีต่างประเทศและรองนายกรัฐมนตรีโปแลนด์ เตือนว่า รัสเซียอาจพยายามสร้าง “ปฏิบัติการจัดฉาก” หรือ false flag เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีโปแลนด์หรือสมาชิก NATO รายอื่น
สหรัฐฯ ยังมีรายงานว่าได้เตือนกรุงวอร์ซอถึงความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะก่อ “การยั่วยุด้วยอาวุธ” เพื่อทดสอบความเป็นเอกภาพและความมุ่งมั่นของ NATO โดยรูปแบบที่ถูกพูดถึงมีตั้งแต่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้วยขีปนาวุธหรือโดรน ไปจนถึงเหตุการณ์ที่อาจกระทบพรมแดนของ NATO ทั้งหมดนี้เป็นคำเตือนด้านความมั่นคงและยังไม่ใช่การยืนยันว่ารัสเซียได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว
ร่างแถลงการณ์ที่เอกอัครราชทูต NATO เห็นชอบและ Reuters รายงาน ระบุแนวทางสำคัญหลายประการ แต่ร่างดังกล่าวยังต้องได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากผู้นำประเทศสมาชิกในการประชุมจริง
ดังนั้น ตัวเลข 70,000 ล้านยูโรควรเข้าใจว่าเป็นข้อเสนอในร่างคำประกาศ ณ เวลาที่มีรายงาน ไม่ใช่ผลการอนุมัติขั้นสุดท้ายที่ยืนยันแล้ว
เหตุโจมตีวันที่ 2 และ 6 กรกฎาคมเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มการโจมตีทางอากาศที่ถี่และมีขนาดใหญ่ขึ้นในปี 2026 รัสเซียยังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของยูเครนอีกครั้งเมื่อวันที่ 13 มกราคม โดยมีรายงานว่าใช้โดรนเกือบ 300 ลำ ขีปนาวุธบอลลิสติก 18 ลูก และขีปนาวุธร่อน 7 ลูกโจมตีหลายภูมิภาค
การโจมตีหลายระลอกในช่วงครึ่งแรกของปีมีเป้าหมายที่เคียฟ คาร์คิฟ ดนีโปร และเมืองอื่น ๆ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และโครงสร้างพื้นฐานเสียหายเป็นวงกว้าง
ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ยูเครนก็เพิ่มการใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นและจุดส่งออกน้ำมันภายในรัสเซียเช่นกัน
วันที่ 18 มิถุนายน โดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันมอสโก โดยแหล่งข่าวระบุว่าโรงกลั่นอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนในการซ่อมแซมและกลับมาเดินเครื่อง จากนั้นวันที่ 4 กรกฎาคม มีรายงานการโจมตีครั้งใหญ่ในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและแคว้นเลนินกราด โดยมีท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันตกเป็นเป้าหมาย
การโจมตีโรงกลั่นและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานซ้ำหลายครั้งทำให้มีรายงานว่ากำลังการกลั่นน้ำมันของรัสเซียราวหนึ่งในสามหยุดชะงัก และก่อให้เกิดปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงในหลายพื้นที่ ทั้งการจำกัดการขาย ราคาที่เพิ่มขึ้น และแถวยาวที่สถานีบริการน้ำมัน ก่อนหน้านี้ในปี 2026 โดรนยูเครนยังทำให้หน่วยสำคัญของโรงกลั่น Novo-Ufimsk ต้องหยุดดำเนินงาน
ยูเครนระบุว่าเป้าหมายของยุทธศาสตร์นี้คือการตัดเส้นทางเชื้อเพลิงที่สนับสนุนกองทัพรัสเซียและกดดันภาคส่งออกพลังงานของรัสเซีย ขณะที่รัสเซียยังคงโจมตีเมืองและโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนต่อเนื่อง
การโจมตีวันที่ 6 กรกฎาคมเป็นการระดมยิงขีปนาวุธและโดรนใส่เคียฟและพื้นที่โดยรอบในช่วงก่อนการประชุมสุดยอด NATO ที่อังการา มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คนและผู้บาดเจ็บหลายสิบคน อาคารที่พักอาศัยได้รับความเสียหาย ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานทำให้บางพื้นที่ไฟฟ้าและน้ำประปาขัดข้อง
เหตุนี้เกิดขึ้นหลังการโจมตีครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน และหลังเซเลนสกีออกคำเตือนเรื่องการโจมตีครั้งใหม่ไม่นาน โปแลนด์ยกระดับความพร้อมและเตือนถึงความเป็นไปได้ของการยั่วยุแบบจัดฉาก ขณะที่ร่างคำประกาศ NATO เสนอความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนปีละ 70,000 ล้านยูโรในปี 2026–2027
ในอีกด้านหนึ่ง ยูเครนเดินหน้าโจมตีโรงกลั่นและจุดส่งออกน้ำมันของรัสเซีย ทำให้สงครามทางอากาศขยายจากแนวหน้าไปสู่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานของทั้งสองฝ่าย