ระหว่างกลางเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 กองทุน Bitcoin ETF แบบสปอต (Spot) ของสหรัฐฯ เผชิญกับสถิติการไถ่ถอนที่รุนแรงที่สุดติดต่อกันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมกราคม 2567 โดยมีเม็ดเงินไหลออกสุทธิ (Net Outflows) สูงถึงประมาณ 4.5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว โดยกองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock คิดเป็นสัดส่วนถึง 3.55 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 79% ของยอดรวมในเดือนนั้น ราคา Bitcoin ร่วงลงจากจุดสูงสุดในช่วงต้นไตรมาส 2 ที่ 82,814 ดอลลาร์ มาอยู่ในกรอบประมาณ 58,500–60,000 ดอลลาร์ ภายในช่วงปลายเดือนมิถุนายน คิดเป็นการปรับตัวลงประมาณ 20% ในระยะเวลา 30 วัน
สถิติการไหลออกดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 8 สัปดาห์ติดต่อกัน และในช่วงเวลาดังกล่าว มีการไหลออกติดต่อกันนาน 13 วันทำการ ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 4.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติการไหลออกติดต่อกันยาวนานที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ ในวันที่ 28 พฤษภาคม เพียงวันเดียวกองทุน IBIT มีเงินไหลออกถึง 527.84 ล้านดอลลาร์
สถานการณ์เริ่มคลี่คลายบ้างในวันที่ 2 กรกฎาคม เมื่อรายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดช่วยกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิ 221.72 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการไหลเข้ารายวันที่มากที่สุดในรอบ 2 เดือน อย่างไรก็ตาม ยอดไหลออกสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปียังคงอยู่ที่ประมาณ 5.4 พันล้านดอลลาร์
ปัจจัยกระตุ้นโดยตรงที่สุดคือการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh โดยการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะสั้น (Dot Plot) ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยค่าเฉลี่ยคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปีเพิ่มขึ้นเป็น 3.8% จาก 3.4% ในการประชุมเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการขจัดความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ย และเพิ่มความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ยก่อนสิ้นปี 2569 ราคา Bitcoin ร่วงจากประมาณ 66,000 ดอลลาร์ ลงไปต่ำกว่า 63,000 ดอลลาร์ภายในเวลาไม่กี่วัน ขณะที่กองทุน Bitcoin/Ether ETF มียอดไหลออกสุทธิ 111 ล้านดอลลาร์ในวันเดียวหลังการประชุม
นักวิเคราะห์ระบุว่าการเปลี่ยนทิศทางนโยบายแบบ Hawkish นี้เป็นหนึ่งในสอง "ภาวะช็อกด้านสภาพคล่อง" ที่กดดันราคา Bitcoin ในเวลาเดียวกัน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ FOMC จำนวน 9 คนจากทั้งหมด 18 คนคาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นการกลับทิศทางอย่างสิ้นเชิงจากการประชุมเดือนมีนาคมที่ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดคาดการณ์ว่าจะขึ้นดอกเบี้ย
เมื่อ Fed ส่งสัญญาณว่า 'ดอกเบี้ยจะคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน' (Higher-for-Longer) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นจึงน่าสนใจยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดการโยกเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงแบบคลาสสิก (Risk-Off Rotation) รายงานหลายฉบับระบุว่านักลงทุนสถาบันกำลัง "ลดความเสี่ยงจากคริปโทฯ หลัก" เพื่อหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์แตกต่างกันอย่างชัดเจน: ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงเพียง 3.69% ในเดือนพฤษภาคม แต่การไหลออกของกองทุน ETF กลับสูงถึง 2.3 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียวกัน ซึ่งหมายความว่าสถาบันต่างๆ ได้ลดความเสี่ยงผ่านการไถ่ถอน ETF ไปแล้ว ก่อนที่ราคาจะทรุดตัวลงอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา
โบรกเกอร์ Bernstein รายงานว่าเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ Bitcoin ชะลอตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนักลงทุนหันไปให้ความสนใจกับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น การเทขายกองทุน Bitcoin ETF เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวสูงขึ้น โดยดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ในขณะที่กองทุน ETF คริปโทฯ กลับมีเงินไหลออกจำนวนมาก ซึ่งเป็นสัญญาณของการแยกตัวออกจากกันอย่างชัดเจน
นี่คือการโยกย้ายเงินข้ามสินทรัพย์ (Cross-Asset Rotation) จากคริปโทฯ ที่มีความผันผวนสูง (High Beta) ไปยังหุ้นกลุ่ม AI ขนาดใหญ่ โดยนักลงทุนได้เปลี่ยนเส้นทางเงินทุนไปยัง "ธีมปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเฟื่องฟู" ตามรายงานของ Bernstein
การย้ายเงินในสัดส่วนที่น้อยกว่าแต่เกิดขึ้นจริงภายในกลุ่มกองทุน ETF คริปโทฯ ด้วยกัน:
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
กองทุน Bitcoin ETF สปอตของสหรัฐฯ เผชิญการไหลออกสุทธิในเดือนมิถุนายน 2569 สูงถึงประมาณ 4.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเดือนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมกราคม 2567 โดยกองทุน IBIT ของ BlackRock เพียงกองทุนเดียวมีส่วน...
กองทุน Bitcoin ETF สปอตของสหรัฐฯ เผชิญการไหลออกสุทธิในเดือนมิถุนายน 2569 สูงถึงประมาณ 4.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเดือนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมกราคม 2567 โดยกองทุน IBIT ของ BlackRock เพียงกองทุนเดียวมีส่วน... สถิติการไหลออกติดต่อกันยาวนานกว่า 8 สัปดาห์เพิ่มแรงกดดันต่อราคา Bitcoin ให้ร่วงลงจากจุดสูงสุดในช่วงต้นไตรมาส 2 ที่ 82,814 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ประมาณ 58,500–60,000 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน หรือลดลงประมาณ 20% ในรอบ 3...
ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1) การส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายใต้ประธานคนใหม่ Kevin Warsh 2) การโยกเงินกลับเข้าสู่พันธบัตรรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น 3) การโยกเงินไปยังหุ้นกลุ่มเ...