ในทางตรงกันข้าม โปแลนด์ได้เปิดตัวโครงการ ‘Eastern Shield’ (Tarcza Wschód) ซึ่งเป็นแนวป้องกันชายแดนมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ความยาว 800 กิโลเมตร ตลอดแนวพรมแดนด้านตะวันออกติดกับเบลารุสและเขตคาลินินกราดของรัสเซีย โครงการนี้ถือเป็นโครงการเสริมกำลังชายแดนครั้งใหญ่ที่สุดของโปแลนด์นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 บทความนี้จะตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่ายในสมรภูมิความมั่นคงของยุโรปตะวันออก โดยอ้างอิงจากรายงานของรอยเตอร์ สถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม (ISW) และแหล่งข้อมูลจากรัฐบาล
ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เปิดเผยต่อสาธารณะในเดือนพฤษภาคม 2025 ว่ากองกำลังรัสเซียได้เริ่มสร้างเขตกันชนตามแนวชายแดนยูเครน โดยระบุว่า “งานกำลังดำเนินอยู่” มิทรี เพสคอฟ โฆษกเครมลิน กล่าวในเดือนกรกฎาคม 2026 ว่าเขตนี้กำลังถูกสร้างขึ้น “อย่างเป็นระบบ” ตามที่จำเป็นเพื่อความมั่นคงของรัสเซีย
ขยายสู่ปี 2026: ในปลายเดือนธันวาคม 2025 ปูตินสั่งการโดยตรงให้ขยายเขตกันชนในแคว้นซูมีและคาร์คิฟของยูเครนตลอดปี 2026 พลเอกวาเลรี เกราซีมอฟ เสนาธิการกองทัพรัสเซีย ยืนยันคำสั่งดังกล่าว โดยระบุว่ากองกำลังรัสเซียจะเดินหน้ารุกคืบในแคว้นทางตะวันออกเฉียงเหนือเหล่านี้เพื่อปกป้องแคว้นเคิร์สก์และเบลโกรอดของรัสเซียจากการโจมตีข้ามพรมแดนของยูเครน ยูเครนประณามแนวคิดนี้ว่าเป็นการยึดครองดินแดนโดยมิชอบ
สถานการณ์ปัจจุบัน: ณ เดือนเมษายน 2026 กองกำลังรัสเซียยึดพื้นที่ 1,700 ตารางกิโลเมตรของยูเครนได้ในปี 2026 เพียงปีเดียว โดยมีการรุกคืบในซูมี คาร์คิฟ และดอนบาสอย่างต่อเนื่อง สถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม (ISW) ประเมินว่ารัสเซียกำลังดำเนิน ‘สงครามด้านการรับรู้’ (cognitive warfare campaign) ควบคู่กันไป โดยใช้การโจมตีข้ามพรมแดนแบบจำกัดในแนวหน้าตอนเหนือที่เคยสงบนิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อให้ชาติตะวันตกว่ายูเครนไม่สามารถยืนหยัดได้
เป้าหมายของรัสเซียขยายออกไปไกลกว่าแค่แนวกันชนแคบๆ:
แคว้นคาร์คิฟและซูมี: การผลักดันเขตกันชนมีเป้าหมายเพื่อสร้างความลึกที่จำเป็นในการปกป้องชายแดนรัสเซีย โดยเกราซีมอฟระบุชื่อทั้งสองแคว้นนี้เป็นเป้าหมายปฏิบัติการโดยตรง เจ้าหน้าที่ยูเครนรายงานว่าเป้าหมายทางทหารของรัสเซียในปี 2026 รวมถึงการสร้างเขตกันชนตลอดแนวชายแดนด้านเหนือของยูเครนผ่านคาร์คิฟ ซูมี และเชอร์นิฮิฟ
แคว้นดนิโปรเปตรอฟสค์: กองกำลังรัสเซียยึดหมู่บ้านแรกในแคว้นดนิโปรเปตรอฟสค์ได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2025 นับเป็นครั้งแรกที่การสู้รบภาคพื้นดินมาถึงภูมิภาคนี้นับตั้งแต่เริ่มการรุกรานเต็มรูปแบบ ณ กลางปี 2026 รัสเซียกำลังเพิ่มความพยายามตามแนวชายแดนระหว่างดนิโปรเปตรอฟสค์-ซาปอริซเชีย
เป้าหมายสูงสุดที่กว้างกว่า: ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ระบุในเดือนมกราคม 2026 ว่าเป้าหมายของรัสเซียรวมถึงแคว้นคาร์คิฟ ดนิโปรเปตรอฟสค์ มือโกเลียฟ และโอเดสซาทั้งหมด ซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่นอกเหนือกรอบการเจรจาสันติภาพในปัจจุบัน เครมลินยังเรียกร้องให้ยูเครนถอนกำลังออกจากแคว้นโดเนตสค์และลูฮันสค์ทั้งหมดเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นในการเจรจา
ข้อแตกต่างสำคัญ: ‘เขตกันชน’ เป็นเหตุผลทางยุทธวิธีระยะใกล้ แต่คำแถลงของลาฟรอฟและการประเมินของ ISW ชี้ให้เห็นว่าความทะเยอทะยานสูงสุดของรัสเซียนั้นกว้างขวางกว่ามาก โดยมีเป้าหมายยึดครองยูเครนตะวันออกและใต้ทั้งหมด
โล่อีสเทิร์นชิลด์ (Tarcza Wschód) ของโปแลนด์: เปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2024 โดยนายกรัฐมนตรีโดนัลด์ ทัสก์ ถือเป็นโครงการป้องกันชายแดนครั้งใหญ่ที่สุดของโปแลนด์นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีงบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านซวอตี (ประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีเป้าหมายแล้วเสร็จในปี 2028
แนวป้องกันบอลติกที่กว้างขึ้น: เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนียร่วมกันประกาศ ‘Baltic Defense Line’ (BDL) ในเดือนมกราคม 2024 โดยสร้างเครือข่ายแนวกั้นรถถัง สนามเพลาะ และป้อมปราการตามแนวชายแดนติดรัสเซียและเบลารุส ซึ่งช่วยเสริมกับโล่อีสเทิร์นชิลด์ของโปแลนด์ให้เกิดเป็นแนวป้องกันต่อเนื่องตลอดแนวปีกตะวันออกเฉียงเหนือของนาโต้
ท่าทีโดยรวมของนาโต้: นาโต้ได้รักษากองพันที่เพิ่มพูนความพร้อมรบขั้นสูง (enhanced forward presence) ที่ปีกตะวันออกตั้งแต่ปี 2017 และพันธมิตรได้เพิ่มการสับเปลี่ยนกำลังพล การลาดตระเวนทางอากาศ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองต่อสงครามในยูเครน
การประเมินทางยุทธวิธี: ทั้งโล่อีสเทิร์นชิลด์และ BDL เป็นการตอบสนองเชิงยับยั้งอย่างชัดเจนต่อการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ออกแบบมาเพื่อถ่วงเวลาให้กำลังเสริมของนาโต้มาถึงในยามวิกฤต มากกว่าจะเป็นกำแพงที่ทะลุผ่านไม่ได้ด้วยตัวเอง
กลยุทธ์ ‘เขตกันชน’ ของรัสเซียกำลังเปลี่ยนจากแนวคิดป้องกันระยะสั้นไปสู่การผนวกดินแดนขนาดใหญ่ ในขณะที่นาโต้นำโดยโปแลนด์ตอบโต้ด้วยโครงการเสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเย็น สถานการณ์นี้ตอกย้ำว่ายุโรปตะวันออกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการเผชิญหน้าด้านความมั่นคงที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2