อเล็กซานเดอร์ เบกลอฟ ผู้ว่าการนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ยอมรับว่าเมืองที่มีประชากร 6 ล้านคนถูกโจมตีด้วยโดรนขนาดใหญ่ และมีรายงานว่าเกิดไฟไหม้ที่ท่าเรือน้ำมัน ขณะที่อเล็กซานเดอร์ ดรอซเดนโก ผู้ว่าการเขตเลนินกราด กล่าวว่าโดรนยังโจมตีท่าเรือวีบอร์ก ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 170 กิโลเมตร แม้ทางการรัสเซียจะรายงานว่าสามารถสกัดกั้นโดรนได้บางส่วน แต่ก็ยอมรับว่ามีการโจมตีสำเร็จ
ปฏิบัติการของยูเครนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อภาคการกลั่นน้ำมันของรัสเซีย โดยกองทัพยูเครนเปิดเผยตัวเลขสำคัญดังนี้ :
กำลังกลั่นน้ำมันที่ถูกปิดใช้งาน: ณ ต้นเดือนกรกฎาคม 2026 กองทัพยูเครนระบุว่าสามารถปิดกำลังการกลั่นน้ำมันดิบของรัสเซียได้ถึง 42.74% โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีเซเลนสกีเคยระบุตัวเลขไว้ที่ประมาณ 40% ขณะที่แหล่งข่าวอิสระอย่าง Carnegie Endowment และ Reuters ยืนยันทิศทางเดียวกัน แต่ตัวเลขอาจแตกต่างกันเล็กน้อยเนื่องจากวิธีการนับ
โรงกลั่นและถังเก็บน้ำมันที่ถูกโจมตี: ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียถูกโจมตี 8 แห่ง และถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่า 60 ใบถูกทำลายหรือเสียหาย ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2026 ยูเครนโจมตีโรงกลั่นและท่าเรือน้ำมันหลัก 16 แห่ง ปิดกำลังการกลั่นมากกว่า 30%
มูลค่าความเสียหายสะสม: กองทัพยูเครนประเมินความเสียหายสะสมในภาคพลังงานของรัสเซียตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 ไว้ที่ 13,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปริมาณการผลิตที่ลดลง: ผลผลิตน้ำมันกลั่นเฉลี่ยต่อวันของรัสเซียลดลงถึง 700,000 บาร์เรลในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2026 คิดเป็นการลดลงถึง 13% จากสิ้นเดือนมีนาคม
ผลกระทบสะสมจากการโจมตีของยูเครนทำให้รัสเซียต้องเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์:
การจำกัดการขายน้ำมัน: ภายในวันที่ 23 มิถุนายน 2026 มีอย่างน้อย 15 แคว้นของรัสเซียที่ประกาศมาตรการจำกัดการขายน้ำมัน ต่อมาภายในวันที่ 25 มิถุนายน จำนวนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 56 แคว้น ตามการวิเคราะห์ข้อมูลโอเพนซอร์สของ The Moscow Times
ใน 18 แคว้น ข้อจำกัดเป็นคำสั่งบังคับของทางการท้องถิ่น โดยจำกัดปริมาณการเติมน้ำมันต่อคันรถที่ประมาณ 30 ลิตร และห้ามเติมใส่ถังแกลลอน ข้อจำกัดที่รุนแรงที่สุดอยู่ในไครเมียและเซวาสโทโพล ที่ซึ่งการขายน้ำมันให้ประชาชนถูกระงับเกือบทั้งหมด
ประชาชนเดือดร้อน: ภาพการต่อคิวยาวเหยียดที่ปั๊มน้ำมันกลายเป็นภาพปกติในหลายพื้นที่ ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลพุ่งสูงขึ้น วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ยอมรับต่อสาธารณะครั้งแรกเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2026 ว่ายังคงมี "ปัญหา" และการต่อคิวที่ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ
พื้นที่ได้รับผลกระทบหนัก: พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือพื้นที่ทางใต้และตะวันตกที่ติดกับยูเครน รวมถึงเขตสงคราม แต่ข้อจำกัดยังลามไปถึงไซบีเรียและแหล่งผลิตน้ำมันหลักของประเทศอีกด้วย
รัฐบาลรัสเซียต้องออกมาตรการฉุกเฉินหลายต่อหลายครั้งเพื่อพยายามรักษาเสถียรภาพของตลาดเชื้อเพลิงในประเทศ:
ห้ามส่งออกน้ำมันเบนซิน: รัสเซียประกาศห้ามส่งออกน้ำมันเบนซินจากผู้ผลิตตั้งแต่ 1 เมษายน 2026 มีผลถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2026
ห้ามส่งออกดีเซลอยู่ระหว่างพิจารณา: ภายในวันที่ 23 มิถุนายน 2026 รองนายกรัฐมนตรีอเล็กซานเดอร์ โนวัก เป็นผู้นำการหารือเรื่องการห้ามส่งออกดีเซล รวมถึงการนำเข้าเชื้อเพลิงและเงินอุดหนุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา
ห้ามส่งออกน้ำมันเครื่องบิน: รัสเซียยังประกาศห้ามส่งออกน้ำมันเครื่องบินเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ มีผลถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2026
เริ่มหารือนำเข้าเชื้อเพลิง: มอสโกเริ่มพูดคุยอย่างจริงจังเกี่ยวกับการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าขันอย่างยิ่งสำหรับประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก มิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลิน กล่าวว่า "หากสามารถบรรลุข้อตกลงในราคาที่ยอมรับได้ การนำเข้าก็จะเดินหน้าต่อไป"
ควบคุมราคาและจัดสรรแหล่งจ่าย: รัฐบาลเร่งจัดหาน้ำมันสำรอง โดยปูตินระบุว่ามีน้ำมันสำรองอยู่ที่ 1.7 ล้านตัน และคาดว่าการผลิตในเดือนกรกฎาคมจะสูงกว่าเดือนมิถุนายน
ตัวเลข 42.74% และความเสียหาย 13,500 ล้านดอลลาร์เป็นข้อมูลจากกองทัพยูเครน นักวิเคราะห์พลังงานอิสระประเมินว่าการหยุดชะงักที่เกิดขึ้นจริงน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 ของกำลังการผลิต Carnegie Endowment ระบุว่าแม้สถานการณ์อาจไม่ร้ายแรงถึงขนาดนั้น หากแยกแยะระหว่างกำลังการผลิตสะสมที่ถูกโจมตีกับการผลิตที่หยุดชะงักไปพร้อมกัน แต่ทิศทางชัดเจนว่า ปฏิบัติการของยูเครนได้สร้างแรงกดดันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนต่อรัสเซีย
อเล็กซานเดอร์ เบกลอฟ ผู้ว่าการนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ยอมรับว่าเมืองที่มีประชากร 6 ล้านคนถูกโจมตีด้วยโดรนขนาดใหญ่ และมีรายงานว่าเกิดไฟไหม้ที่ท่าเรือน้ำมัน ขณะที่อเล็กซานเดอร์ ดรอซเดนโก ผู้ว่าการเขตเลนินกราด กล่าวว่าโดรนยังโจมตีท่าเรือวีบอร์ก ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 170 กิโลเมตร แม้ทางการรัสเซียจะรายงานว่าสามารถสกัดกั้นโดรนได้บางส่วน แต่ก็ยอมรับว่ามีการโจมตีสำเร็จ
ปฏิบัติการของยูเครนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อภาคการกลั่นน้ำมันของรัสเซีย โดยกองทัพยูเครนเปิดเผยตัวเลขสำคัญดังนี้ :
กำลังกลั่นน้ำมันที่ถูกปิดใช้งาน: ณ ต้นเดือนกรกฎาคม 2026 กองทัพยูเครนระบุว่าสามารถปิดกำลังการกลั่นน้ำมันดิบของรัสเซียได้ถึง 42.74% โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีเซเลนสกีเคยระบุตัวเลขไว้ที่ประมาณ 40% ขณะที่แหล่งข่าวอิสระอย่าง Carnegie Endowment และ Reuters ยืนยันทิศทางเดียวกัน แต่ตัวเลขอาจแตกต่างกันเล็กน้อยเนื่องจากวิธีการนับ
โรงกลั่นและถังเก็บน้ำมันที่ถูกโจมตี: ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียถูกโจมตี 8 แห่ง และถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่า 60 ใบถูกทำลายหรือเสียหาย ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2026 ยูเครนโจมตีโรงกลั่นและท่าเรือน้ำมันหลัก 16 แห่ง ปิดกำลังการกลั่นมากกว่า 30%
มูลค่าความเสียหายสะสม: กองทัพยูเครนประเมินความเสียหายสะสมในภาคพลังงานของรัสเซียตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 ไว้ที่ 13,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปริมาณการผลิตที่ลดลง: ผลผลิตน้ำมันกลั่นเฉลี่ยต่อวันของรัสเซียลดลงถึง 700,000 บาร์เรลในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2026 คิดเป็นการลดลงถึง 13% จากสิ้นเดือนมีนาคม
ผลกระทบสะสมจากการโจมตีของยูเครนทำให้รัสเซียต้องเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์:
การจำกัดการขายน้ำมัน: ภายในวันที่ 23 มิถุนายน 2026 มีอย่างน้อย 15 แคว้นของรัสเซียที่ประกาศมาตรการจำกัดการขายน้ำมัน ต่อมาภายในวันที่ 25 มิถุนายน จำนวนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 56 แคว้น ตามการวิเคราะห์ข้อมูลโอเพนซอร์สของ The Moscow Times
ใน 18 แคว้น ข้อจำกัดเป็นคำสั่งบังคับของทางการท้องถิ่น โดยจำกัดปริมาณการเติมน้ำมันต่อคันรถที่ประมาณ 30 ลิตร และห้ามเติมใส่ถังแกลลอน ข้อจำกัดที่รุนแรงที่สุดอยู่ในไครเมียและเซวาสโทโพล ที่ซึ่งการขายน้ำมันให้ประชาชนถูกระงับเกือบทั้งหมด
ประชาชนเดือดร้อน: ภาพการต่อคิวยาวเหยียดที่ปั๊มน้ำมันกลายเป็นภาพปกติในหลายพื้นที่ ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลพุ่งสูงขึ้น วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ยอมรับต่อสาธารณะครั้งแรกเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2026 ว่ายังคงมี "ปัญหา" และการต่อคิวที่ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ
พื้นที่ได้รับผลกระทบหนัก: พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือพื้นที่ทางใต้และตะวันตกที่ติดกับยูเครน รวมถึงเขตสงคราม แต่ข้อจำกัดยังลามไปถึงไซบีเรียและแหล่งผลิตน้ำมันหลักของประเทศอีกด้วย
รัฐบาลรัสเซียต้องออกมาตรการฉุกเฉินหลายต่อหลายครั้งเพื่อพยายามรักษาเสถียรภาพของตลาดเชื้อเพลิงในประเทศ:
ห้ามส่งออกน้ำมันเบนซิน: รัสเซียประกาศห้ามส่งออกน้ำมันเบนซินจากผู้ผลิตตั้งแต่ 1 เมษายน 2026 มีผลถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2026
ห้ามส่งออกดีเซลอยู่ระหว่างพิจารณา: ภายในวันที่ 23 มิถุนายน 2026 รองนายกรัฐมนตรีอเล็กซานเดอร์ โนวัก เป็นผู้นำการหารือเรื่องการห้ามส่งออกดีเซล รวมถึงการนำเข้าเชื้อเพลิงและเงินอุดหนุนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา
ห้ามส่งออกน้ำมันเครื่องบิน: รัสเซียยังประกาศห้ามส่งออกน้ำมันเครื่องบินเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ มีผลถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2026
เริ่มหารือนำเข้าเชื้อเพลิง: มอสโกเริ่มพูดคุยอย่างจริงจังเกี่ยวกับการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าขันอย่างยิ่งสำหรับประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของโลก มิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลิน กล่าวว่า "หากสามารถบรรลุข้อตกลงในราคาที่ยอมรับได้ การนำเข้าก็จะเดินหน้าต่อไป"
ควบคุมราคาและจัดสรรแหล่งจ่าย: รัฐบาลเร่งจัดหาน้ำมันสำรอง โดยปูตินระบุว่ามีน้ำมันสำรองอยู่ที่ 1.7 ล้านตัน และคาดว่าการผลิตในเดือนกรกฎาคมจะสูงกว่าเดือนมิถุนายน
ตัวเลข 42.74% และความเสียหาย 13,500 ล้านดอลลาร์เป็นข้อมูลจากกองทัพยูเครน นักวิเคราะห์พลังงานอิสระประเมินว่าการหยุดชะงักที่เกิดขึ้นจริงน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 ของกำลังการผลิต Carnegie Endowment ระบุว่าแม้สถานการณ์อาจไม่ร้ายแรงถึงขนาดนั้น หากแยกแยะระหว่างกำลังการผลิตสะสมที่ถูกโจมตีกับการผลิตที่หยุดชะงักไปพร้อมกัน แต่ทิศทางชัดเจนว่า ปฏิบัติการของยูเครนได้สร้างแรงกดดันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนต่อรัสเซีย