เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2026 รัฐมนตรีกลาโหมโปแลนด์ ววาดิสวาฟ โคซิเนียก-คามิช ระบุว่า ยูเครนไม่ส่งมอบเทคโนโลยีโดรนตามที่เคยตกลงไว้ แม้โปแลนด์จะให้การสนับสนุนทางทหารอย่างมากและแสดงความพร้อมที่จะส่งมอบ MiG-29 โปแลนด์กล่าวว่าเดิมทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในกรอบความร่วมมือนี้ แต่ฝ่ายยูเครนถอยออกจากข้อตกลงในเวลาต่อมา
ผลที่ตามมาคือโปแลนด์ระงับการส่งมอบ MiG-29 ที่เหลือ โดยโคซิเนียก-คามิชกล่าวว่ายูเครน “จะไม่ได้รับเครื่องบินขับไล่ MiG-29 ที่เหลือ” เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงแบ่งปันเทคโนโลยี รายงานเรื่องการระงับการส่งมอบเริ่มปรากฏตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2026
ชนวนที่อ่อนไหวยิ่งกว่าคือการตีความประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างสองประเทศ
ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ตั้งชื่อหน่วยทหารชั้นยอดของยูเครนว่า “วีรบุรุษแห่งกองทัพกบฏยูเครน” หรือ UPA ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธในยุคสงครามโลกครั้งที่สองที่ต่อสู้เพื่อเอกราชของยูเครน แต่ในความทรงจำของชาวโปแลนด์ UPA ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารพลเรือนชาวโปแลนด์หลายหมื่นคนในเหตุสังหารหมู่โวลฮิเนียเมื่อปี 1943
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ประธานาธิบดีคาโรล นาวรอตสกี ของโปแลนด์จึงเพิกถอน “เครื่องราชอิสริยาภรณ์อินทรีขาว” ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดของประเทศ โดยเซเลนสกีได้รับเมื่อปี 2023 จากผลงานด้านความมั่นคงของยุโรป
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเครนหลายคน รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศอันดรี ซิบีฮา ระบุว่าจะคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับจากโปแลนด์เพื่อประท้วงการตัดสินใจดังกล่าว ต่อมาเซเลนสกีประกาศคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ประธานาธิบดีโปแลนด์ โดยกล่าวว่า “วันนี้ ผมได้คืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้ประธานาธิบดีโปแลนด์ ผมเชื่อว่าอนาคตจะยืนยันถึงความเคารพที่ชาวยูเครนพึงได้รับ”
นายกรัฐมนตรีโดนัลด์ ทุสก์ ของโปแลนด์พยายามลดความร้อนแรงด้วยการเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกัน ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศราดอสวาฟ ซีกอร์สกี เรียกการเพิกถอนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ว่า “ไม่เหมาะสม”
ข้อพิพาททางประวัติศาสตร์ถูกยกระดับขึ้นสู่ประเด็นการเมืองยุโรป เมื่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมโปแลนด์กล่าวเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนว่า โปแลนด์จะไม่เห็นชอบให้ยูเครนเข้าร่วมสหภาพยุโรป หาก Kyiv ยังคงยกย่องบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับองค์การชาตินิยมยูเครน หรือ OUN และ UPA รวมถึงสเตปัน บันเดรา
สื่อหลายแห่งรายงานวลี “ถ้ามีบันเดรา ยูเครนจะไม่เข้าสู่ EU” อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบข้อเท็จจริงของ Notes from Poland ระบุว่า วลีดังกล่าวไม่ได้ถูกพูดโดยโคซิเนียก-คามิชโดยตรง แต่เป็นคำพูดของผู้ร่วมรายการอีกคนที่ถูกนำไปรายงานต่อกัน ดังนั้น สิ่งที่ยืนยันได้คือโปแลนด์ส่งสัญญาณว่าจะยืนกรานให้ยูเครนเปลี่ยนแนวทางการยกย่อง OUN และ UPA ก่อนสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก EU
ยาโรสวาฟ คาชินสกี ผู้นำพรรคกฎหมายและความยุติธรรม หรือ PiS ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของโปแลนด์ เรียกร้องเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมให้สมาชิกพรรคขัดขวางการเข้า EU ของยูเครน จนกว่า Kyiv จะเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับ “ลัทธิบูชาบันเดราและอาชญากรคนอื่น ๆ” รวมถึงการยกย่อง UPA ขณะเดียวกัน คริชตอฟ บอซัก นักการเมืองฝ่ายขวาจัดของโปแลนด์ ก็เรียกร้องให้ขวางการสมัครเข้า EU และลดความช่วยเหลือจนกว่าข้อพิพาททางประวัติศาสตร์จะได้รับการแก้ไข
ความขัดแย้งเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางความรู้สึกสนับสนุนยูเครนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในสังคมโปแลนด์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทัศนคติต่อชาวยูเครนที่อาศัยอยู่ในโปแลนด์เป็นหลัก ไม่ได้หมายความว่าชาวโปแลนด์มีทัศนคติต่อยูเครนในทุกมิติเป็นลบทั้งหมด โดยผลสำรวจของ Mieroszewski Centre ระบุว่าทัศนคติต่อชาวยูเครนที่ยังอยู่ในยูเครนยังคงเป็นบวกมากกว่า ขณะที่ความตึงเครียดกระจุกตัวอยู่กับประเด็นการอยู่ร่วมกันภายในโปแลนด์
โปแลนด์ยังคงเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญสำหรับความช่วยเหลือทางทหารจากชาติตะวันตกไปยังยูเครน แต่ความขัดแย้งครั้งนี้กำลังทำให้ภาพของแนวร่วมที่เป็นหนึ่งเดียวเกิดรอยร้าว
German Marshall Fund ระบุว่า ความสัมพันธ์โปแลนด์–ยูเครนเปลี่ยนจากช่วงที่มี “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างโดดเด่น” ไปสู่ “ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นและแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ลึกขึ้น” การล่มของข้อตกลง MiG-29 และการนำประเด็นประวัติศาสตร์มาเชื่อมโยงกับการเข้า EU จึงมีนัยสำคัญเกินกว่าความขัดแย้งระดับทวิภาคี
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า วิกฤตนี้เป็นความขัดแย้งทางการทูตครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างสองประเทศนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากการรุกรานเต็มรูปแบบ หากปล่อยให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ ก็อาจเปิดพื้นที่ให้มอสโกใช้ประโยชน์ด้านโฆษณาชวนเชื่อ และทำให้การตัดสินใจเกี่ยวกับการขยายสมาชิก EU ในอนาคตซับซ้อนขึ้น
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโปแลนด์จะส่งมอบอาวุธเพิ่มเติมหรือไม่ แต่คือทั้งสองประเทศจะสามารถแยกความร่วมมือด้านความมั่นคงจากบาดแผลทางประวัติศาสตร์และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศได้หรือไม่