สนามบินนานาชาติซานาแห่งนี้เคยได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในเดือนพฤษภาคม 2025 ซึ่งทำให้รันเวย์และอากาศยานพลเรือนได้รับความเสียหาย โดย Human Rights Watch เรียกร้องให้มีการสอบสวนการโจมตีดังกล่าวในฐานะอาชญากรรมสงคราม อย่างไรก็ตาม สนามบินได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งบางส่วนในเวลาต่อมา
กลุ่มฮูตี: ยาห์ยา ซารี (Yahya Saree) โฆษกทหารของฮูตี ออกแถลงการณ์ว่า กองกำลังป้องกันทางอากาศของฮูตีได้ 'เผชิญหน้า' และสกัดกั้นเครื่องบินรบของซาอุดีอาระเบียที่พยายามขัดขวางไม่ให้เครื่องบินอิหร่านลงจอด อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียไม่ได้ออกมายืนยันการสกัดกั้นดังกล่าว
ซารียังข่มขู่ด้วยว่า หากกองกำลังซาอุดีอาระเบียยังคงแทรกแซงเส้นทางบินระหว่างซานากับเตหะราน กลุ่มฮูตีจะตอบโต้ 'อย่างครอบคลุม' ด้วยการโจมตีสนามบินและเป้าหมายที่สำคัญของซาอุดีอาระเบียทั้งทางบกและทางทะเล
รัฐบาลเยเมนที่ได้รับการรับรอง (Presidential Leadership Council - PLC): รัฐบาลพลัดถิ่นที่นำโดยประธานาธิบดีราชัด อัล-อาลิมี (Rashad al-Alimi) ได้จัดการประชุมฉุกเฉินในวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม และประณามเที่ยวบินของอิหร่านว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของเยเมนอย่างชัดเจน โดยระบุว่าเป็นการท้าทายกฎหมายระหว่างประเทศและมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) โดยเฉพาะมติที่เกี่ยวข้องกับมาตรการห้ามส่งอาวุธให้กลุ่มฮูตี PLC ประกาศว่าจะยื่นคำร้องต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในเรื่องนี้
ซาอุดีอาระเบียและพันธมิตร: เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2026 พันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์ตอบโต้การคุกคามของกลุ่มฮูตี โดยระบุว่าจะใช้ 'กำลังที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน' ในการจัดการกับภัยคุกคามดังกล่าว การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นและความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันทางทหารโดยตรง
ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างอิหร่านและฮูตี: เที่ยวบินตรงครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าอิหร่านมีความสัมพันธ์ทางการขนส่งและโลจิสติกส์กับกลุ่มฮูตีที่แน่นแฟ้นมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยให้อิหร่านสามารถส่งมอบทรัพยากรและบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การท้าทายอำนาจของซาอุดีอาระเบีย: การที่เครื่องบินอิหร่านลงจอดในพื้นที่ที่ซาอุดีอาระเบียถือเป็นเขตอิทธิพลของตน เป็นการท้าทายอย่างเปิดเผยต่อพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฮูตีอ้างว่าสามารถสกัดกั้นเครื่องบินรบของซาอุดีอาระเบียได้
ผลกระทบต่อกฎหมายระหว่างประเทศ: การกระทำของอิหร่านถูกมองว่าเป็นการละเมิดมติของ UNSC ซึ่งห้ามเที่ยวบินที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าสู่พื้นที่ที่กลุ่มฮูตีควบคุม และอาจส่งผลให้เกิดการคว่ำบาตรหรือการตอบโต้ในเวทีการทูต
ความเสี่ยงต่อความขัดแย้งที่ขยายวงกว้าง: การประกาศของซาอุดีอาระเบียที่จะใช้ 'กำลังที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน' ร่วมกับการข่มขู่ของฮูตี ทำให้เกิดความกังวลว่าความขัดแย้งในเยเมนอาจขยายวงกลายเป็นความขัดแย้งในระดับภูมิภาคที่รุนแรงยิ่งขึ้น
เที่ยวบินของสายการบินมาฮานแอร์ที่ถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ และนานาชาติ มาลงจอดในดินแดนที่กลุ่มฮูตียึดครองถือเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและฮูตีอย่างมีนัยสำคัญ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เที่ยวบินพลเรือน แต่เป็นสัญญาณทางการเมืองและการทหารที่ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่อิหร่านจะเพิ่มบทบาทในเยเมน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในตะวันออกกลางและนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่