แผนการคลังของทากาอิจิ ซึ่งถูกขนานนามว่า "เศรษฐศาสตร์ซานาเอะ" (Sanaenomics) รวมถึงแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 21.3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 3.7% ของ GDP) ที่เน้นด้านการป้องกันประเทศ ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และการช่วยเหลือค่าครองชีพ พร้อมกับข้อเสนอระงับการจัดเก็บภาษีบริโภค 8% สำหรับอาหารเป็นเวลาสองปี สัญญาณเหล่านี้ ผนวกกับผลการประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปีที่อ่อนแอ ซึ่งตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับการกู้ยืมของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ได้ผลักดันอัตราผลตอบแทนโดยตรงไปสู่ระดับ 2.8%
นักลงทุนได้ "ชูป้ายแดง" (red-flagging) ต่อคำพูดเกี่ยวกับงบประมาณของทากาอิจิมาตั้งแต่ต้นปี 2026 ตามรายงานของ CNBC
นักเศรษฐศาสตร์จาก BNP Paribas คาดการณ์ว่านโยบายการคลังแบบขยายตัวของทากาอิจิอาจยิ่งผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและเร่งการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ
ในวันที่ 15-16 มิถุนายน 2026 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอ้างอิง 25 basis points สู่ระดับ 1.0% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1995 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการปรับนโยบายให้เป็นปกติ การตัดสินใจครั้งนี้มีมติ 7-1 และเกิดขึ้นแม้ว่าผู้ว่าการ BOJ คุณคาซูโอะ อุเอดะ (Kazuo Ueda) จะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลก็ตาม
แถลงการณ์ของ BOJ ส่งสัญญาณพร้อมที่จะคุมเข้มต่อไป โดยรายงานการประชุมประจำเดือนมิถุนายนเผยให้เห็นว่าคณะกรรมการบางคนเรียกร้องให้คุมเข้มเร็วขึ้นเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากภาวะช็อกด้านพลังงานอันเนื่องมาจากสงครามอิหร่าน สัญญาณ "อัตราดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน" (higher-for-longer) นี้ได้ปรับราคาเส้นอัตราผลตอบแทน JGB ทั้งเส้นให้สูงขึ้น
นอกจากนี้ ธนาคารกลางยังตัดสินใจหยุดการลดปริมาณการซื้อพันธบัตร (taper) ตั้งแต่เดือนเมษายน 2027 เป็นต้นไป ซึ่งเท่ากับเป็นการถอยออกจากการเป็นผู้ซื้อส่วนเพิ่ม (marginal buyer) ของ JGB
การถอนความคุ้มครองโดยนัย (implicit backstop) ของ BOJ นี้บังคับให้ตลาดเอกชนต้องดูดซับอุปทานพันธบัตรที่มากขึ้นด้วยตนเอง ซึ่งยิ่งเพิ่มความผันผวนของอัตราผลตอบแทน
การเทขายไม่ได้จำกัดอยู่แค่พันธบัตรอายุ 10 ปีเท่านั้น อัตราผลตอบแทน JGB อายุ 20 ปี พุ่งขึ้นสู่ 3.511% ในวันที่ 13 พฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1996 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 40 ปี พุ่งขึ้น 27 basis points สู่ 4.215% ในเดือนมกราคม 2026 ซึ่งซื้อขายในระดับสูงสุดนับตั้งแต่มีการออกพันธบัตรอายุนี้ในปี 2007
อัตราผลตอบแทนอายุ 30 ปี ก็พุ่งทะลุ 4% เช่นกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม
การปรับราคาข้ามเส้นอัตราผลตอบแทนทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการสูญเสียบทบาทของญี่ปุ่นในฐานะจุดยึดอัตราผลตอบแทนต่ำของโลกอย่างมีโครงสร้าง
ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2026 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่อัตราผลตอบแทนอายุ 10 ปีพุ่งแตะ 2.81% BNP Paribas ได้ปรับประมาณการอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงสุดของญี่ปุ่น (terminal rate) จาก 2.0% เป็น 2.5% นักเศรษฐศาสตร์ริวทาโร โคโนะ (Ryutaro Kono) คาดว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยประมาณหนึ่งครั้งทุกสี่ถึงห้าเดือน โดยจะถึง 1.25% ภายในสิ้นปี 2026, 2.0% ภายในสิ้นปี 2027 และ 2.5% ภายในเดือนกันยายน 2028
การปรับเพิ่มประมาณการอัตราดอกเบี้ยสูงสุดนี้ยิ่งกดดันตลาดพันธบัตร เนื่องจากนักลงทุนตั้งราคาตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้
ข้อเสนอหุ้นกู้แปลงสภาพโดยเฉพาะของบริษัทใหญ่ๆ เช่น Kawasaki Heavy Industries และ Nippon Steel ไม่สามารถยืนยันได้อย่างอิสระจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม รูปแบบกว้างๆ ที่ว่าอัตราผลตอบแทน JGB ที่สูงขึ้นทำให้หนี้สินของบริษัททั่วไปมีราคาแพงขึ้น ผลักดันให้บริษัทต่างๆ หันไปหาเครื่องมือทางการเงินที่เชื่อมโยงกับหุ้นนั้น สอดคล้องกับภาพรวมการคุมเข้มที่แหล่งข้อมูลทั้งหมดบรรยายไว้