ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในเวลาไม่กี่สัปดาห์
ตัวเลขของ DRC แตกต่างกันตามวันรายงานและวิธีรวบรวมข้อมูล แต่ทั้งสองแหล่งสะท้อนภาพเดียวกัน คือการระบาดขยายตัวอย่างรวดเร็วจากประมาณ 400 รายในช่วงต้นเดือนมิถุนายนเป็นมากกว่า 1,400 รายในช่วงสิ้นเดือน
ในยูกันดา มีผู้ติดเชื้อยืนยัน 20 ราย เสียชีวิต 2 ราย โดย 15 รายมีประวัติเดินทางเชื่อมโยงกับ DRC และอีก 5 รายเกิดจากการแพร่เชื้อภายในประเทศ ผู้ป่วยรายล่าสุดที่มีการรายงานพบเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน
พื้นที่ส่วนใหญ่ของการระบาดยังอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของ DRC
ดังนั้น แม้การระบาดจะขยายออกจากอิตูรีไปยังอีกสองจังหวัดของ DRC และข้ามแดนไปยังยูกันดา แต่ยังไม่มีหลักฐานจากแหล่งข้อมูลชุดนี้ว่าการระบาดได้แพร่ไปถึงคิซังกานี
ข้อมูลระหว่างประเทศมีรายละเอียดต่างกันตามช่วงเวลาของการรายงาน
จึงควรแยกความหมายระหว่าง “ไม่มีผู้ป่วยที่เกิดจากการแพร่เชื้อภายในสหรัฐฯ” กับ “ไม่มีผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับการระบาดนอกภูมิภาค” โดยข้อมูลล่าสุดที่ให้ไว้ระบุถึงกรณีนำเข้าหรือการอพยพทางการแพทย์ดังกล่าว แต่ยังไม่พบหลักฐานการแพร่เชื้อเป็นวงกว้างนอก DRC และยูกันดา
นี่คือช่องว่างทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดของวิกฤตครั้งนี้
วัคซีนอีโบลาที่มีใช้อยู่ เช่น Ervebo ได้รับการพัฒนาเพื่อป้องกันไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ Zaire ไม่ใช่ Bundibugyo ขณะเดียวกัน ยาแอนติบอดีโมโนโคลนอลที่ได้รับอนุญาต 2 รายการ ได้แก่ Inmazeb และ Ebanga ก็จำเพาะต่อสายพันธุ์ Zaire และไม่สามารถใช้แทนการรักษา Bundibugyo ได้
ในทางปฏิบัติ ผู้ป่วยจึงยังต้องพึ่งพาการรักษาประคับประคอง เช่น การให้น้ำเกลือ การปรับสมดุลอิเล็กโทรไลต์ และการพยุงระดับออกซิเจนกับความดันโลหิต อัตราการเสียชีวิตของ Bundibugyo อาจสูงถึง 40%
WHO ได้ประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อเร่งพิจารณาวัคซีนและการรักษาที่อยู่ระหว่างการพัฒนา โดยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ประเมินยาทดลอง 3 กลุ่ม ได้แก่ แอนติบอดีโมโนโคลนอล MBP134, Maftivimab และยาต้านไวรัส remdesivir รวมถึงการใช้ยาร่วมกันในการศึกษาวิจัย แต่จนถึงข้อมูลที่มีอยู่ ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ใดได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นมาตรฐานสำหรับสายพันธุ์นี้
GeneXpert เป็นหนึ่งในเครื่องมือตรวจคัดกรองแนวหน้าที่ใช้กันมาก แต่สามารถตรวจหาไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ Zaire และ ตรวจไม่พบ Bundibugyo
ช่องว่างนี้ทำให้การยืนยันผู้ป่วยและการแยกกักล่าช้า ขณะที่การตรวจแบบครอบคลุมไวรัสฟิโลไวรัสในห้องปฏิบัติการอ้างอิงยังไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายในพื้นที่ห่างไกล
อิตูรีและภูมิภาคคีวูเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางอาวุธ โดยมีรายงานว่ามีกลุ่มติดอาวุธมากกว่า 130 กลุ่มในบางพื้นที่ สถานการณ์นี้ขัดขวางการเฝ้าระวังโรค การติดตามผู้สัมผัส การส่งผู้ป่วยไปรักษา และการจัดการศพอย่างปลอดภัย
เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO เรียกความไม่ไว้วางใจของชุมชนว่าเป็น “อุปสรรคสำคัญ” ต่อการยุติการระบาด เมื่อชาวบ้านไม่เชื่อมั่นต่อทีมสาธารณสุข ผู้ป่วยอาจไม่เข้าสู่ระบบรักษา และการติดตามผู้สัมผัสก็ทำได้ยากขึ้น
โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขในภาคตะวันออกของ DRC เปราะบางอยู่แล้ว และโครงการสาธารณสุขที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ถูกลดงบประมาณลงก่อนการระบาดครั้งนี้
International Rescue Committee ระบุว่า หลังเงินทุนถูกตัด การดำเนินงานในอิตูรีลดลงจาก 5 เขตสุขภาพเหลือเพียง 2 เขต เมื่อระบบเฝ้าระวังถูกลดขนาด การตรวจพบและตอบสนองต่อการระบาดจึงทำได้ช้าลง
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่โรงพยาบาลหรือศูนย์กักกันเท่านั้น
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประเมินเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนว่า หากการระบาดยังควบคุมได้ใน DRC และยูกันดา ความเสียหายอาจอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่หากไวรัสแพร่ไปยังประเทศอื่น เช่น รวันดาและแองโกลา และเกิดขึ้นพร้อมกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ความเสียหายต่อเศรษฐกิจแอฟริกาอาจเพิ่มเป็น 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้มีตำแหน่งงานหายไปราว 328,000 ตำแหน่ง
การจำลองสถานการณ์ของ Institute for Security Studies ยังชี้ว่า หากการควบคุมโรคล่าช้า ผลกระทบจะครอบคลุมทั้งผลิตภาพที่ลดลง การค้ากับการลงทุนที่สะดุด และภาระการคลังของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น
ในเมือง Bunia ซึ่งเป็นเมืองเอกของอิตูรี มีรายงานการขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากและเจลล้างมือ รวมถึงกิจกรรมทางการค้าที่ชะลอตัว การปิดพรมแดน การขนส่งที่ลดลง และการท่องเที่ยวที่หดตัวกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค
วิกฤตนี้ยังเกิดขึ้นในประเทศที่มีประชาชน 26.5 ล้านคนอยู่ในภาวะไม่มั่นคงทางอาหารเฉียบพลัน อยู่ก่อนแล้ว ตามข้อมูลของโครงการอาหารโลก (WFP) ข้อจำกัดการเดินทาง การปิดตลาด และการที่เกษตรกรไม่สามารถทำงานในพื้นที่เพาะปลูก อาจทำให้ห่วงโซ่อาหารสะดุดและทำให้ครัวเรือนสูญเสียรายได้
ประเทศในภูมิภาคและหน่วยงานระหว่างประเทศประเมินว่าต้องใช้งบประมาณ 319 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยับยั้งการระบาด แต่ข้อมูลช่วงปลายเดือนพฤษภาคมระบุว่าได้รับเงินสนับสนุนแล้วเพียงประมาณ 10% ของเป้าหมาย หรือราว 32 ล้านดอลลาร์
ช่องว่างด้านเงินทุนเกิดขึ้นในช่วงที่ทีมตอบสนองต้องทำหลายภารกิจพร้อมกัน ทั้งการค้นหาผู้ป่วย การติดตามผู้สัมผัส การจัดตั้งศูนย์รักษา การจัดหาการตรวจวินิจฉัย การดูแลเจ้าหน้าที่ และการสื่อสารกับชุมชนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
การระบาดของ Bundibugyo ในปี 2026 ขยายตัวจากประมาณ 400 รายเป็นมากกว่า 1,460 รายใน DRC ภายในเดือนเดียว แพร่กระจายไปแล้ว 3 จังหวัดของ DRC และข้ามพรมแดนเข้าสู่ยูกันดา จนถูกจัดว่าเป็นการระบาดของอีโบลาครั้งใหญ่เป็นอันดับ 3 ตามข้อมูลที่อ้างถึง
แม้ความเสี่ยงต่อประชาชนในสหรัฐฯ และยุโรปยังถูกประเมินว่าต่ำหรือ ต่ำมาก แต่สถานการณ์ในพื้นที่ระบาดยังรุนแรง เพราะไวรัสสายพันธุ์นี้ไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับอนุญาตโดยเฉพาะ อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านการตรวจวินิจฉัย ความขัดแย้ง ระบบสาธารณสุขที่อ่อนแอ ความไม่ไว้วางใจของชุมชน และเงินทุนที่ไม่เพียงพอ
หากควบคุมการแพร่เชื้อได้ ความเสียหายอาจจำกัดอยู่ในระดับที่ยังพอรับมือได้ แต่หากการระบาดขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ต้นทุนจะไม่ได้วัดเพียงจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต หากยังรวมถึงอาหาร รายได้ การค้า งาน และความสามารถของระบบสาธารณสุขทั้งภูมิภาคด้วย