การศึกษาเพิ่มเติมด้วยเทคนิค single-cell sequencing ในแมงมุม ชี้ให้เห็นว่าสัญญาณ Hedgehog (Hedgehog signaling) ซึ่งเป็นกลไกการพัฒนาที่เก่าแก่มาก มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและสร้างดวงตาของแมงมุม โดยทั่วไปแล้ว ระบบการมองเห็นของสัตว์ต่างๆ มักพึ่งพาชุดยีนกำหนดการพัฒนาจอประสาทตา (retinal determination genes) ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ เช่น Orthologs ของยีน Pax6, Wnt, hh, dpp และ atonal ซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานที่มีร่วมกันในสิ่งมีชีวิตหลายชนิด
หลักการที่เห็นได้ชัด: ดวงตาของแมงมุมไม่ได้วิวัฒนาการขึ้นมาเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ แต่เป็น 'การปรับแต่ง' โปรแกรมการพัฒนาที่มีอยู่เดิม การมีวิถีการพัฒนาที่อนุรักษ์ไว้คู่กับวิวัฒนาการแบบโมดูลาร์ของดวงตาแต่ละคู่ ทำให้แมงมุมแต่ละชนิดมีระบบการมองเห็นที่เหมาะกับระบบนิเวศที่แตกต่างกัน
ผลกระทบเชิงพฤติกรรม: การศึกษาขนาดดวงตาเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบนิเวศของแมงมุม โดยชี้ให้เห็นว่าความแตกต่างของดวงตาแต่ละคู่สัมพันธ์กับวิธีการล่าเหยื่อหรือการใช้ชีวิตในโพรงของพวกมัน
ศักยภาพทางการแพทย์: งานวิจัยเกี่ยวกับแมงมุมนี้ยังไม่มีผลโดยตรงทางการแพทย์ แต่คุณค่าที่สำคัญที่สุดคือการให้ความรู้พื้นฐานด้านชีววิทยาเปรียบเทียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของวิถี Hedgehog ซึ่งเป็นวิถีทางที่สำคัญในการพัฒนาดวงตาของสัตว์หลากหลายชนิด
ปลาถ้ำตาบอดเม็กซิกัน (Astyanax mexicanus) แสดงให้เห็นการตอบสนองทางประสาทสัมผัส (sensorimotor response) ต่อแสงที่แตกต่างไปจากปลาผิวน้ำสายพันธุ์เดียวกันอย่างสิ้นเชิง ด้วยเทคนิคการถ่ายภาพสมองทั้งสมอง (whole-brain functional imaging) ที่เชื่อมโยงกับแผนที่สมองของ Astyanax ที่มีอยู่แล้ว นักวิจัยค้นพบว่านี่เป็นผลจากการปรับเปลี่ยน 'วงจรโดปามีน' ที่มีอยู่แล้ว
ที่น่าสนใจคือ แม้ว่าปลาถ้ำจะสูญเสียดวงตาที่ใช้งานได้ แต่การตอบสนองต่อแสงรูปแบบใหม่นี้เกิดจากการ 'ดัดแปลง' วงจรประสาทที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่การสร้างระบบสมองใหม่ขึ้นมา ก่อนหน้านี้ แผนที่สมองของปลาถ้ำผู้ใหญ่ยังพบว่าบริเวณทาลามัส (thalamus) และส่วนอื่นๆ ของสมองขยายใหญ่ขึ้น ในขณะที่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลทางสายตาลดลง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับสมองทุกส่วนอย่างเท่าๆ กัน แต่เป็นแบบจำเพาะเจาะจงต่อบริเวณ
หลักการที่เห็นได้ชัด: ปลาถ้ำไม่ได้วิวัฒนาการวงจรสมอง 'รับรู้แสง' ใหม่เอี่ยม แต่พวกมันเพียงแต่ 'ดัดแปลง' วิถีประสาทที่ใช้สื่อสารด้วยโดปามีนที่มีอยู่เดิม เพื่อให้วงจรนี้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าและสร้างพฤติกรรมที่แตกต่างออกไป
ผลกระทบเชิงพฤติกรรม: การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นว่าวิวัฒนาการสามารถเปลี่ยน 'เอาต์พุต' ของวงจรประสาทรับความรู้สึกได้ แม้ว่าอวัยวะรับภาพอย่างดวงตาจะสูญเสียการทำงานไปแล้วก็ตาม
ศักยภาพทางการแพทย์: งานวิจัยเกี่ยวกับปลาถ้ำในปัจจุบันยังไม่มีการประยุกต์ใช้ทางการแพทย์โดยตรง แต่ความเกี่ยวข้องที่ชัดเจนที่สุดคือการเป็นแบบจำลองสัตว์มีกระดูกสันหลังชั้นยอดสำหรับการศึกษาวงจรสมองและโครงสร้างประสาทสามารถวิวัฒนาการ ถูกทำแผนที่ และถูกปรับเปลี่ยนการทำงานใหม่ในระดับสมองทั้งสมองได้อย่างไร
การศึกษาเรื่องแมงมุมแสดงให้เห็นการ 'นำกลับมาใช้ใหม่' ของวิถีการพัฒนาที่อนุรักษ์ไว้และสถาปัตยกรรมดวงตาแบบโมดูลาร์เพื่อรับมือกับแรงกดดันทางนิเวศวิทยาที่หลากหลาย ในขณะที่การศึกษาเรื่องปลาถ้ำแสดงให้เห็นการ 'ดัดแปลง' วงจรโดปามีนที่มีอยู่เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการตอบสนองต่อแสง ทั้งสองกรณีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าธรรมชาติเป็น 'นักดัดแปลง' ไม่ใช่ 'นักประดิษฐ์'