ในวันที่ 18 มิถุนายน มีเรือพาณิชย์ 25 ลำเดินทางผ่านช่องแคบ ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน แต่คิดเป็นเพียงเศษเสี้ยวของการจราจรก่อนเกิดวิกฤต นักวิเคราะห์จาก Kpler เตือนว่า "การเปิดใหม่ไม่ได้หมายถึงการฟื้นตัว" โดยระบุว่าเรือบรรทุกสินค้าประมาณ 119 ลำยังคงติดอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย การปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ ต่อท่าเรืออิหร่านจะต้องถูกยกเลิกโดยสมบูรณ์ภายในวันที่ 19 กรกฎาคม และอิหร่านให้คำมั่นที่จะใช้ "ความพยายามอย่างเต็มที่" เพื่อฟื้นฟูการจราจรให้เป็นปกติภายในกรอบเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีอุปสรรคสำคัญอยู่ ทุ่นระเบิดทางเรือ ค่าประกันภัยที่สูงขึ้น (ค่าธรรมเนียมความเสี่ยงจากสงครามเพิ่มขึ้นจากประมาณ 0.1% ของมูลค่าเรือเป็นเกือบ 5%) และโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย หมายความว่าการหยุดชะงักอาจยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือน สหรัฐฯ ระบุว่าปฏิบัติการกวาดทุ่นระเบิดอาจใช้เวลานานถึงหกเดือน
สหราชอาณาจักร: PMI ภาคการผลิตของ S&P Global UK ลดลงเหลือ 52.5 ในเดือนมิถุนายน 2026 ลดลงจากระดับสูงสุดในรอบสี่ปีที่ 53.9 ในเดือนพฤษภาคม แม้จะยังคง高于เกณฑ์การขยายตัวที่ 50.0 แต่การลดลงนี้สะท้อนถึงคำสั่งซื้อใหม่ที่ลดลง แม้ว่าผลผลิตจากโรงงานจะทำสถิติสูงสุดในรอบ 21 เดือน ซึ่งขับเคลื่อนโดยการกักตุนสินค้าล่วงหน้าต่อราคาที่คาดว่าจะสูงขึ้น ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ผู้ผลิตในอังกฤษรายงานว่าต้นทุนปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้นรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 และการส่งมอบล่าช้าที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภายในเดือนมิถุนายน PMI รวมของอังกฤษลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 14 เดือนที่ 49.4 ซึ่งเข้าสู่ภาวะหดตัว
แคนาดา: ไม่พบข้อมูล PMI ภาคการผลิตเฉพาะของแคนาดาสำหรับเดือนมิถุนายน 2026 ในผลการค้นหาที่มีอยู่ รายงาน PMI โลกจากเดือนมิถุนายน 2025 รวมแคนาดาไว้ในแผนภูมิพร้อมกับประเทศอื่นๆ แต่ไม่พบข้อมูลเดือนมิถุนายน 2026 ปัจจุบันสำหรับแคนาดาในเอกสารอ้างอิง นับเป็นช่องว่างที่สำคัญในหลักฐานที่มีอยู่
บริบทยูโรโซน: PMI รวมของยูโรโซนในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 49.5 ซึ่งยังคงอยู่ในภาวะหดตัว แต่เพิ่มขึ้นจาก 48.5 ในเดือนพฤษภาคม ภาคการผลิตอ่อนแอเป็นพิเศษเนื่องจากต้นทุนพลังงานและการหยุดชะงักของอุปทานจากความขัดแย้ง S&P Global ระบุว่า "ผลกระทบโดยรวมที่ใหญ่ที่สุดต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนปัจจัยการผลิตจนถึงขณะนี้เกิดขึ้นในยุโรปอย่างชัดเจน"
การส่งออกเหล็กของอิหร่าน: ผู้ส่งออกเหล็กแท่งเล็ก (billet) ของอิหร่านยังคงเสนอขายสินค้าแม้จะมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ธุรกรรมไม่แน่นอนเนื่องจากมีเรือให้ใช้จำกัด ค่าประกันภัยสูง และการหยุดชะงักของการขนส่ง ช่องทางโลจิสติกส์ทางเลือกและท่าเรือ Chabahar ช่วยสนับสนุนการส่งออกบางส่วนไปยังจีนและอินเดีย อิหร่านยังระงับการส่งออกเหล็กแผ่นและเหล็กแผ่นรีดทั้งหมดจนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม หลังจากความเสียหายจากความขัดแย้งทำให้กำลังการผลิตประมาณ 10 ล้านเมตริกตันต่อปีต้องหยุดดำเนินการ
การส่งออกเหล็กของจีน: การหยุดชะงังส่งผลกระทบต่อการส่งออกเหล็กของจีนไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14% ของปริมาณการส่งออกเหล็กสำเร็จรูปทั้งหมดของจีน โดยการขนส่งผ่านช่องแคบต้องหยุดชะงัก ภายในวันที่ 10 มีนาคม การปิดล้อม "โดยพฤตินัย" ได้ทำให้การส่งออกเหล็กของจีนไปยังอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก โดยบริษัทประกันภัยทางทะเลถอนความคุ้มครอง และอัตราค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 30%
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอะลูมิเนียม: ประเทศในอ่าวเปอร์เซียผลิตอะลูมิเนียมประมาณ 9% ของโลก และสงครามได้ผลักดันราคาอะลูมิเนียมให้สูงขึ้นโดยตรง ราคาเพิ่มขึ้น 8% ในเดือนมีนาคม 2026 เพียงเดือนเดียว และในวันที่ 28 มีนาคม อิหร่านได้โจมตี Emirates Global Aluminium ทำให้เกิดการหยุดชะงักการผลิตครั้งใหญ่ โลหะมากกว่า 150,000 ตันที่จดทะเบียนในตลาดโลหะลอนดอน (LME) ถูกดึงออกจากคลังสินค้า ซึ่งสะท้อนถึงการหยุดชะงักในวงกว้างต่อการส่งออกของภูมิภาค การขาดแคลนอะลูมิเนียมส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ การบินและอวกาศ อิเล็กทรอนิกส์ และการก่อสร้าง
นักวิเคราะห์มีมุมมองเป็นเอกฉันท์ว่าการฟื้นตัวจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ทันทีทันใด:
โดยรวมแล้ว คาดว่าราคาจะไม่กลับสู่ภาวะปกติเต็มรูปแบบก่อนปลายปี 2026 หรือต้นปี 2027 ซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือนในการกวาดทุ่นระเบิด ซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และปรับสมดุลห่วงโซ่อุปทาน
OECD ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกลงในเดือนมิถุนายน 2026 โดยเตือนว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เว้นแต่จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืน Oxford Economics ประมาณการว่าภาวะช็อกรวมจากอุปทานน้ำมันที่ลดลง ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น และส่วนชดเชยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ จะผลักดันอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ไปที่ 5.5% และอัตราเงินเฟ้อยูโรโซนไปที่ 3.5% โดย GDP ของยูโรโซนและญี่ปุ่นจะหดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 กรรมการผู้จัดการ IMF เตือนถึง "ผลกระทบระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ" ที่อาจก่อให้เกิด "การปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก"
นอกเหนือจากน้ำมันและโลหะแล้ว การปิดช่องแคบยังส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของกำมะถัน (ประเทศอ่าวเปอร์เซียคิดเป็นประมาณ 45% ของอุปทานโลก) เมทานอล และแร่เหล็กคุณภาพสูง ซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่จำเป็นสำหรับการผลิตปุ๋ย เทคโนโลยีพลังงานสีเขียว และการผลิตในภาคอุตสาหกรรม วิกฤตนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่จุดคอขวดด้านน้ำมันเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดศูนย์กลางของการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก