นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นญี่ปุ่นสุทธิ 1.82 ล้านล้านเยน (1.12 หมื่นล้านดอลลาร์) ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 27 มิถุนายน 2025 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม [4][16] สาเหตุหลักสามประการ: การขึ้นราคาสินค้าของ Apple ที่อ้างต้นทุน AI, ผลประกอบการ Broadcom ที่อ่อนแอ, และความกังวลต่อเงินเยนแข็งค่าและการปรับนโยบายของธนา...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What caused the record $11.2 billion foreign selloff in Japanese stocks and the deepening Asian t. Article summary: ## Record $11.2B Foreign Selloff in Japanese Stocks — Late June 2025. Topic tags: general, general web, user generated, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evidence.
นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นญี่ปุ่นสุทธิ 1.82 ล้านล้านเยน (คิดเป็น 1.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 27 มิถุนายน ซึ่งถือเป็นยอดขายสุทธิรายสัปดาห์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม ตามข้อมูลจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านี้ แนวโน้มการขายของต่างชาติก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 12 มิถุนายน จากความกังวลเรื่องเงินเยนแข็งค่าและการเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ)
นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าการใช้จ่ายมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ "ความคลั่งไคล้ AI เย็นลงอย่างรวดเร็วเมื่อมูลค่าที่สูงเสียดฟ้าปะทะกับความเป็นจริง" นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าว หุ้นกลุ่มชิปนำการปรับตัวลงทั่วเอเชีย และในช่วงปลายเดือนมิถุนายน กระแสหลักของตลาดเปลี่ยนจากความคึกคักของ AI ไปเป็น "ความกลัวฟองสบู่ AI"
นักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไม่ได้เข้ามาช้อนซื้อหุ้นเพื่อลดแรงขายของต่างชาติ ในปี 2025 การ Rally ของตลาดหุ้นโตเกียวได้รับแรงหนุนหลักจากนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่นักลงทุนในประเทศส่วนใหญ่ยังคงอยู่ข้างสนาม ในเดือนพฤษภาคม 2025 นักลงทุนญี่ปุ่นกลับเป็นฝ่ายเทขายหุ้นต่างประเทศมากที่สุดในรอบ 5 ปี โดยมีมูลค่าสุทธิถึง 2.1 ล้านล้านเยน (ประมาณ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์) เพื่อนำเงินกลับประเทศ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความกังวลว่าตลาดเทคโนโลยีอาจร้อนแรงเกินไป
สถานการณ์นี้หมายความว่าไม่มีกำลังซื้อในประเทศที่จะดูดซับแรงขายของต่างชาติ ทำให้การปรับตัวลงรุนแรงขึ้น
การแข็งค่าของเงินเยนยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นจะลดมูลค่าของพอร์ตหุ้นญี่ปุ่นในมือของนักลงทุนต่างชาติ และกดดันกำไรของบริษัทเทคโนโลยีญี่ปุ่นที่พึ่งพาการส่งออก ภายในกลางเดือนมิถุนายน นักลงทุนต่างชาติอ้างถึง "เงินเยนแข็งค่าและการเปลี่ยนแปลงของ BoJ" เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ต้องลดการลงทุนในหุ้นญี่ปุ่น แรงกดดันด้านสกุลเงินนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มจะทำกำไรและถอนตัวออกจากตลาดมากขึ้น
การเทขายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในญี่ปุ่น หุ้นเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดย KOSPI ดิ่งลงถึง 10% ในวันเดียวเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ขณะที่นักลงทุนหนีออกจากหุ้นกลุ่มชิปอย่าง SK Hynix และ Samsung ถึงวันที่ 29 มิถุนายน คลื่นการเทขายอีกระลอกก็เกิดขึ้นตามหลังการประกาศขึ้นราคาของ Apple โดยหุ้นเทคโนโลยีเอเชียร่วงลงอีกครั้ง จากความกังวลว่าต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นจะลดทอนความต้องการอุปกรณ์และชะลอการ Rally ของชิปหน่วยความจำที่ขับเคลื่อนการลงทุนใน AI
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นญี่ปุ่นสุทธิ 1.82 ล้านล้านเยน (1.12 หมื่นล้านดอลลาร์) ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 27 มิถุนายน 2025 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม [4][16]
นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นญี่ปุ่นสุทธิ 1.82 ล้านล้านเยน (1.12 หมื่นล้านดอลลาร์) ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 27 มิถุนายน 2025 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม [4][16] สาเหตุหลักสามประการ: การขึ้นราคาสินค้าของ Apple ที่อ้างต้นทุน AI, ผลประกอบการ Broadcom ที่อ่อนแอ, และความกังวลต่อเงินเยนแข็งค่าและการปรับนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) [3][5][8]
ความกังวลเชิงโครงสร้างเรื่องการใช้จ่ายด้าน AI เริ่มถูกตั้งคำถามว่าราคาหุ้นแพงเกินจริงหรือไม่ ทำให้มีการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วเอเชีย [11][13][14]