ปริมาณการส่งน้ำมันดิบซาอุฯ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซพุ่งสูงถึงประมาณ 6.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นเกือบ 90% ของระดับก่อนสงครามในเดือนกุมภาพันธ์ หลังข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวสหรัฐฯ อิหร่านมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ซาอุดี อารัมโก เปลี่ยนกลยุทธ์จากการขายแบบสัญญาระยะยาวเป็นราคาสปอตในตลาดเอเชีย เพื่อเร่งระบายน้ำมันที่ค...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What does the recent surge in Saudi crude oil shipments through the Strait of Hormuz — approachin. Article summary: *The volume surge confirms rapid de-escalation of the Hormuz blockade**. Topic tags: general, news, general web, user generated, government. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evide
การส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วสู่ระดับประมาณ 6.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเกือบ 90% ของปริมาณก่อนสงครามในเดือนกุมภาพันธ์ หลังข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเปิดทางน้ำสำคัญดังกล่าวอีกครั้งหลังถูกปิดกั้นนานกว่า 100 วัน
การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วนี้ ผนวกกับกลยุทธ์ของซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) ที่หันมาเสนอราคาสปอต (Spot) ในตลาดเอเชีย
และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ร่วงลงใกล้ระดับ 72 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ส่งสัญญาณถึงการกลับเข้าสู่ภาวะปกติของอุปทานโลก แต่อีกด้านหนึ่งก็ตอกย้ำว่าความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความเสี่ยงทางการเมืองที่สำคัญยังคงมีอยู่
สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจชั่วคราวเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 เพื่อยุติการสู้รบและยกเลิกการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้ลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณหนึ่งในห้าของโลกก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 การส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียผ่านช่องแคบนี้ "กลับมาสู่ระดับก่อนสงครามโดยแทบจะสมบูรณ์" โดยเข้าใกล้ระดับพื้นฐานที่ประมาณ 6.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่าปริมาณการส่งน้ำมันของซาอุฯ ผ่านฮอร์มุซเฉลี่ยอยู่ที่ 6.26–6.94 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงปี 2020 ถึง 2023 ซึ่งยืนยันว่าระดับ 6.3 ล้านบาร์เรลต่อวันคือปริมาณปกติก่อนสงคราม
เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (Supertanker) อย่างน้อย 5 ล้ำที่บรรทุกน้ำมันซาอุฯ รวม 10 ล้านบาร์เรล ได้ออกจากช่องแคบฮอร์มุซจากเมืองราสทานูรา (Ras Tanura) แล้ว และน้ำมันดิบกว่า 60 ล้านบาร์เรลที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียกำลังถูกปล่อยออกมา การพุ่งสูงขึ้นของปริมาณการส่งออกนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าการปิดกั้นซึ่งหยุดยั้งการลำเลียงน้ำมันดิบประมาณ 15 ล้านบาร์เรลต่อวันจากอ่าวอาหรับกำลังถูกคลี่คลาย
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าซาอุดี อารัมโกได้เปลี่ยนจากการขายน้ำมันตามสัญญาระยะยาว (term contracts) มาเป็นราคาสปอต (spot pricing) สำหรับลูกค้าในเอเชีย เพื่อเร่งระบายน้ำมันที่คั่งค้างอยู่ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากโมเดลดั้งเดิมของอารัมโก ซึ่งโรงกลั่นในเอเชียมักได้รับราคาขายอย่างเป็นทางการ (Official Selling Prices - OSPs) เป็นรายเดือน การเปลี่ยนมาใช้ราคาสปอตช่วยให้ระบายน้ำมันได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะเรือบรรทุกขนาดใหญ่พิเศษแต่ละลำที่บรรทุกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลที่กำลังเคลื่อนผ่านช่องแคบในขณะนี้
นักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นกลยุทธ์สองด้าน ได้แก่ การเคลียร์สินค้าค้างสต็อกขนาดใหญ่ให้เร็วที่สุด และการป้องกันส่วนแบ่งตลาดในเอเชียเชิงรุกจากการแข่งขันกับซัพพลายเออร์รายอื่น ซึ่งรวมถึงน้ำมันจากอิหร่านที่จะกลับเข้าสู่ตลาดด้วยเช่นกัน ความเร่งด่วนนี้สะท้อนถึงความจริงที่ว่าในช่วงที่ช่องแคบถูกปิดกั้น โรงกลั่นในเอเชียได้จัดหาแหล่งน้ำมันดิบทางเลือกอื่นไว้แล้ว ทำให้เกิดความเสี่ยงว่าน้ำมันซาอุฯ ที่กำลังจะกลับมาอาจไม่มีผู้ซื้อหากไม่ตั้งราคาให้สามารถแข่งขันได้
ในวันที่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ (18 มิถุนายน) ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลง 1.4% มาอยู่ที่ 78.41 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ธนาคาร BofA Securities คาดการณ์ว่าราคาเบรนท์จะเฉลี่ยอยู่ที่ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และจะลดลงเหลือ 65 ดอลลาร์ในปี 2027 หากสถานการณ์สันติภาพยังคงอยู่
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ซีอีโอของปิโตรบราส (Petrobras) บริษัทน้ำมันของบราซิล กล่าวว่าราคาน้ำมันดูเหมือนจะทรงตัวอยู่ในกรอบ 72-75 ดอลลาร์ แต่ตลาดยังไม่กลับสู่ภาวะปกติอย่างเต็มที่ และความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงสร้างความไม่แน่นอน
ราคาเบรนท์ร่วงลงมาอยู่ที่ 70.41 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันที่ 2 กรกฎาคม
การลดลงของราคาสะท้อนถึงความคาดหวังของตลาดที่ว่าการกลับมาของน้ำมันที่ติดค้างอยู่ในอ่าว (กว่า 60 ล้านบาร์เรล) จะสร้างอุปทานล้นตลาดในระยะใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโรงกลั่นในเอเชียได้จัดหาแหล่งน้ำมันดิบทางเลือกอื่นไว้แล้วในช่วงที่ถูกปิดกั้น สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าตลาดน้ำมันอาจเข้าสู่ภาวะอุปทานส่วนเกินอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2027
ข้อตกลงชั่วคราวนี้เป็นเพียงกรอบระยะเวลา 60 วันเท่านั้น โดยยังมีประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อยุติ เช่น โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งอาจทำให้ข้อตกลงล้มเหลวได้ รายงานแนวโน้มพลังงานระยะสั้นของ EIA (Short-Term Energy Outlook) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน สันนิษฐานว่าช่องแคบฮอร์มุซ "จะยังคงถูกปิดกั้นอย่างมีประสิทธิภาพในระยะใกล้นี้" และการกลับมาเดินเรือได้เต็มรูปแบบเหมือนก่อนเกิดความขัดแย้งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน แม้จะมีการเปิดอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม
EIA คาดการณ์ว่าปริมาณการขนส่งผ่านช่องแคบจะไม่กลับสู่ระดับก่อนเกิดความขัดแย้งจนกว่าจะถึงต้นปี 2027
นักวิเคราะห์จากรอยเตอร์และสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแอตแลนติก (Atlantic Council) เตือนว่าข้อตกลงนี้ "เปราะบาง" โดยมีความเสี่ยงจากปัจจัยที่อาจทำให้ข้อตกลงล้มเหลว (spoilers) ซึ่งรวมถึงกลุ่มแนวแข็งในกรุงเตหะราน และปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งอาจทำให้การหยุดยิงล่มสลายและนำไปสู่การปิดกั้นช่องแคบอีกครั้ง สำนักข่าวเอพี (AP) รายงานว่าข้อตกลงนี้ต้องเผชิญกับ "ความท้าทายที่สำคัญ" รวมถึงคำถามที่ว่าอิสราเอลจะยังคงปฏิบัติการเชิงรุกในเลบานอนต่อไปหรือไม่
การพุ่งสูงขึ้นของการส่งน้ำมันซาอุฯ ผ่านฮอร์มุซ ผนวกกับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านราคาของอารัมโก และราคาน้ำมันที่ร่วงลง ช่วยให้เห็นภาพของตลาดที่กำลังตั้งราคาโดยคาดหวังถึงการกลับสู่ภาวะปกติ แต่ก็ยังคงมีการป้องกันความเสี่ยงอย่างหนักหน่วงต่อการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ความจริงที่ว่าระดับการส่งออกของซาอุฯ กลับมาใกล้เคียงระดับก่อนสงครามได้ภายในสองสัปดาห์หลังจากข้อตกลงมีผลบังคับใช้นั้นน่าทึ่ง แต่การนับถอยหลัง 60 วัน ปัญหาการเจรจานิวเคลียร์ที่ยังไม่มีข้อยุติ และปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล ล้วนหมายถึงสถานการณ์ที่อาจพลิกผันได้อย่างรวดเร็ว สำหรับเทรดเดอร์และนักวิเคราะห์ สัญญาณสำคัญไม่ได้มีแค่ปริมาณน้ำมันที่ไหลผ่าน แต่ยังรวมถึง 'ส่วนลด' (discount) ที่ตลาดยังคงมีอยู่เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่ช่องแคบอาจถูกปิดอีกครั้ง
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ปริมาณการส่งน้ำมันดิบซาอุฯ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซพุ่งสูงถึงประมาณ 6.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นเกือบ 90% ของระดับก่อนสงครามในเดือนกุมภาพันธ์ หลังข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวสหรัฐฯ อิหร่านมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน
ปริมาณการส่งน้ำมันดิบซาอุฯ ผ่านช่องแคบฮอร์มุซพุ่งสูงถึงประมาณ 6.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นเกือบ 90% ของระดับก่อนสงครามในเดือนกุมภาพันธ์ หลังข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวสหรัฐฯ อิหร่านมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ซาอุดี อารัมโก เปลี่ยนกลยุทธ์จากการขายแบบสัญญาระยะยาวเป็นราคาสปอตในตลาดเอเชีย เพื่อเร่งระบายน้ำมันที่ค้างค้ากว่า 60 ล้านบาร์เรล และรักษาส่วนแบ่งตลาดท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงสู่กรอบ 72 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และแตะระดับ 70.41 ดอลลาร์ในวันที่ 2 กรกฎาคม สะท้อนความคาดหวังของตลาดต่ออุปทานล้นตลาดในระยะใกล้