นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นในเอเชียสุทธิ 137,360 ล้านดอลลาร์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นยอดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เกิดจากแรงกดดันหลายด้าน ได้แก่ การเทขายทำกำไรหุ้นกลุ่ม AI ที่กระจุกตัว ราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามสหรัฐฯ... เกาหลีใต้ถูกเทขายหนักที่สุดประมาณ 70,000 78,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าช่วงพีคของโควิด 19 ถึง 3 เท่า...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What caused foreign investors to pull a record $137.36 billion from Asian equities in the first h. Article summary: Here are the findings, sourced and structured by your questions.. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evidence.
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นในเอเชียในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบอย่างน้อย 16 ปี โดยมีการถอนเงินสุทธิสูงถึง 137,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากตลาดหุ้นในเกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ยอดขายสุทธิครึ่งปีนี้ถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่เป็นผลจากแรงกดดันหลายด้านที่เสริมกันเอง ได้แก่ การเทขายทำกำไรจากหุ้นกลุ่ม AI ที่กระจุกตัว ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ผลประกอบการ Broadcom ที่น่าผิดหวัง และการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้หุ้นเอเชียดูน่าสนใจน้อยลง ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติกระจุกตัวอยู่ในหุ้นยักษ์ใหญ่ชิป AI เพียงไม่กี่ตัว จนแม้แต่ BlackRock ก็ออกมาเตือนและประกาศลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่แล้ว
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ระดับภูมิภาคและ LSEG ชี้ให้เห็นว่ายอดขายสุทธิสะสมในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 มีแรงหนุนจากปัจจัยหลัก 4 ประการ:
การกระจุกตัวของหุ้น AI และการทำกำไร. การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะในเกาหลีใต้และไต้หวัน ทำให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้นถึงระดับที่กองทุนสถาบันต้องขายหุ้นที่ขึ้นแรงที่สุดออกเพื่อปรับพอร์ต นักวิเคราะห์เรียกสถานการณ์นี้ว่า 'การคลี่คลายของการลงทุนที่กระจุกตัว' ในเกาหลีใต้เพียงประเทศเดียว หุ้น Samsung Electronics และ SK Hynix พุ่งขึ้นประมาณ 225% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งอาจทำให้เกินขีดจำกัดการถือหุ้นรายตัวของกองทุนทั่วโลกหลายแห่ง ตามรายงานของ UBS
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและภาวะน้ำมันแพง. สงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้แบบจำลองความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนทั่วโลกต้องถูกปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันได้รับผลกระทบหนัก ภายในเดือนมีนาคม นักลงทุนต่างชาติได้ถอนเงิน 70,300 ล้านดอลลาร์จากสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นการไหลออกมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 โดยหุ้นเอเชียคิดเป็นสัดส่วนหลักของการไหลออกนี้
หุ้นเทคร่วงหลัง Broadcom ประกาศผลประกอบการ. ผลประกอบการที่น่าผิดหวังของ Broadcom ในเดือนมิถุนายน ทำให้หุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ปรับตัวลดลงในวงกว่าง ส่งผลให้นักลงทุนเร่งเทขาย เฉพาะเดือนมิถุนายนมียอดขายสุทธิสูงถึง 27,080 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่ายอดขายสุทธิรวม 24,080 ล้านดอลลาร์ของเดือนพฤษภาคม
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลกเพิ่มขึ้น และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ. ความขัดแย้งที่ทำให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ส่งผลให้ต้องมีการประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยใหม่ ทำให้หุ้นเอเชียด้อยความน่าสนใจเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ ปลายเดือนพฤษภาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น และนักลงทุนถอนเงิน 17,270 ล้านดอลลาร์จากหุ้นในภูมิภาคภายในสัปดาห์เดียว
ผลประกอบการซบเซาในบางตลาด. ในอินเดีย การเติบโตของกำไรที่ซบเซา ค่าเงินรูปีที่อ่อนค่า และโอกาสลงทุนใน AI โดยตรงที่มีจำกัด ส่งผลให้เกิดแรงขาย ภายในสิ้นเดือนเมษายน ยอดขายสุทธิของต่างชาติในอินเดียแซงหน้าทั้งปี 2568 ไปแล้ว
การเทขายกระจุกตัวอยู่ใน 3 ตลาดใหญ่ที่มีหุ้นชิป AI เป็นหลัก ณ วันที่ 12 มิถุนายน ยอดขายสุทธิรวมจาก 3 ตลาดนี้อยู่ที่ประมาณ 134,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะพุ่งแตะ 137,000 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน
สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้จะไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงเท่าทั้งสามประเทศดังกล่าว แต่การเทขายครั้งใหญ่ในภูมิภาคย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิตามไปด้วย เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดเกิดใหม่เอเชีย
วิกฤตินี้บีบให้ธนาคารกลางทั่วเอเชียต้องทบทวนนโยบายครั้งใหญ่ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสงครามอิหร่านทำให้ความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งจำกัดความสามารถของธนาคารกลางในการลดดอกเบี้ย เกาหลีใต้ส่งสัญญาณว่าจะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นหากเงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมาย ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) พบว่าตัวเองไม่สามารถชะลอการขึ้นดอกเบี้ยได้ เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และ IMF ก็สนับสนุนให้ผู้กำหนดนโยบายพิจารณากลยุทธ์ที่แปลกใหม่เพื่อจัดการกับการไหลออกของเงินทุน
สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) รายงานว่า ในเดือนมีนาคม นักลงทุนต่างชาติถอนเงิน 70,300 ล้านดอลลาร์จากสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นการไหลออกรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 โดยการไหลออกจากหุ้นคิดเป็น 56,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการสูญเสียรายเดือนมากที่สุดในรอบอย่างน้อย 20 ปี IIF ระบุว่าการจัดสรรเงินลงทุนในหุ้นมักจะตอบสนองต่อเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่คุกคามการเติบโตได้เร็วกว่าการลงทุนประเภทอื่น
ธนาคารเพื่อการลงทุนหลายแห่งชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการกระจุกตัว HSBC ระบุว่า TSMC กลายเป็นหุ้นที่กองทุนที่เน้นลงทุนในเอเชียมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมากที่สุด ซึ่งตอกย้ำว่าการปรับตัวขึ้นของหุ้นชิป AI ได้บิดเบือนการเลือกหุ้นตามปกติไปมากเพียงใด ผู้จัดการกองทุนรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า "เมื่อหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นได้ดี กองทุนจะเผชิญกับความยากลำบากในการเพิ่มน้ำหนักการลงทุน ซึ่งทำให้เกิดแรงกดดันในการขายอย่างต่อเนื่อง"
แบล็คร็อค (BlackRock) บริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งสัญญาณที่หลากหลาย ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนของสถานการณ์
ในกลางเดือนมิถุนายน แบล็คร็อคออกมาเปิดเผยว่าตลาดหุ้นอินเดียถูก 'ลงโทษหนักเกินไป' จากการที่นักลงทุนหันไปลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI และความกังวลเรื่องราคาน้ำมัน โดย Natasha Sarkaria หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนเพื่อความมั่งคั่งของแบล็คร็อคประจำภูมิภาค EMEA ยืนยันว่า บริษัทยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่ออินเดียในระยะกลางถึงยาว โดยอ้างถึงปัจจัยด้านประชากร โครงสร้างพื้นฐาน และการเงิน
แต่เมื่อถึงสิ้นเดือนมิถุนายน แบล็คร็อคก็เปลี่ยนทิศทาง ในรายงานแนวโน้มการลงทุนโลกครึ่งปี 2569 สถาบันการลงทุนแบล็คร็อค (BlackRock Investment Institute) ได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ จาก 'น้ำหนักมากกว่าตลาด' (overweight) เป็น 'กลาง' (neutral) สำหรับในอีก 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้า โดยระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นเพราะ ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI การปรับลดนี้มุ่งเป้าไปที่ตลาดต่างๆ รวมถึงไต้หวันและเกาหลีใต้ ซึ่งมีการลงทุนในบริษัทกลุ่ม AI จำนวนมาก นับเป็นการพลิกกลับที่น่าสนใจจากรายงาน Spring Investment Directions ก่อนหน้านี้ที่แบล็คร็อคเคยมีท่าทีเชิงบวกต่อตลาดเกิดใหม่ โดยระบุว่า "เราชอบหุ้นตลาดเกิดใหม่มากกว่าตลาดพัฒนาแล้ว เนื่องจากหลายประเทศในตลาดเกิดใหม่มีบทบาทสำคัญในการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI"
การกระจุกตัวของเงินทุนต่างชาติในหุ้นชิป AI กลายเป็นเรื่องที่รุนแรงมากแล้ว หุ้นเพียง 3 ตัว ได้แก่ TSMC, Samsung และ SK Hynix คิดเป็นสัดส่วนเกือบหนึ่งในสามของดัชนี MSCI Asia Pacific ex-Japan ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมีดังนี้:
ความเปราะบางเชิงระบบต่อปัจจัยภายนอกเพียงปัจจัยเดียว. หากความคาดหวังเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้าน AI ลดลง หรือผลประกอบการของชิปเซ็ตออกมาแย่อีกครั้ง (เช่นกรณี Broadcom ในเดือนมิถุนายน) การปรับตัวลดลงของหุ้นใหญ่ทั้งสามตัวนี้จะส่งผลกระทบต่อดัชนีเอเชียทั้งดัชนีอย่างไม่เป็นสัดส่วน รายงานแนวโน้มครึ่งปีของแบล็คร็อค อ้างถึงความเสี่ยงนี้อย่างชัดเจนว่าเป็นสาเหตุของการปรับลดน้ำหนักการลงทุน
การจัดสรรพอร์ตที่บิดเบือนและการถูกบังคับขาย. ผู้จัดการกองทุนเชิงรุก (Active fund) ต่างก็มีน้ำหนักการลงทุนใน TSMC ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมากอยู่แล้ว HSBC เรียก TSMC ว่าเป็นหุ้นที่กองทุนเอเชียมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มากที่สุด สภาวะเช่นนี้สร้างวงจรตอบสนองที่ผิดเพี้ยน: หากหุ้น AI ปรับตัวขึ้นอีก จะยิ่งบีบให้กองทุนต้องขายเพื่อปรับพอร์ตอยู่ตลอด ในขณะที่หากตลาดปรับตัวลง กองทุนแบบพาสซีฟ (Passive fund) ก็อาจถูกบังคับให้ขายหุ้นอื่นเพื่อรองรับการไถ่ถอน
การกระจายความเสี่ยงของตลาดเกิดใหม่ลดลง. เมื่อเงินทุนต่างชาติถอนตัวจากตลาดที่ไม่ใช่ AI อย่างอินเดีย และหันไปกระจุกตัวอยู่ในหุ้นชิป AI เพียงไม่กี่ตัว ตลาดเกิดใหม่ในฐานะสินทรัพย์ประเภทหนึ่งจะมีความหลากหลายน้อยลง และมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกของนักลงทุนต่อหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ มากขึ้น ตลาดอย่างอินเดียถูกขายออกมาอย่างไม่สมส่วน ซึ่งสร้างโอกาสด้านมูลค่า แต่ก็ทำให้ตลาดเหล่านี้ขาดแคลนเงินทุนต่างประเทศในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและสกุลเงินที่อ่อนค่าลงยิ่งเพิ่มแรงกดดัน
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นในเอเชียสุทธิ 137,360 ล้านดอลลาร์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นยอดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เกิดจากแรงกดดันหลายด้าน ได้แก่ การเทขายทำกำไรหุ้นกลุ่ม AI ที่กระจุกตัว ราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามสหรัฐฯ...
นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นในเอเชียสุทธิ 137,360 ล้านดอลลาร์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นยอดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เกิดจากแรงกดดันหลายด้าน ได้แก่ การเทขายทำกำไรหุ้นกลุ่ม AI ที่กระจุกตัว ราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามสหรัฐฯ... เกาหลีใต้ถูกเทขายหนักที่สุดประมาณ 70,000 78,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าช่วงพีคของโควิด 19 ถึง 3 เท่า ตามมาด้วยอินเดีย (31,000 ล้านดอลลาร์) และไต้หวัน (22,000 ล้านดอลลาร์) ขณะที่ตลาดหุ้นไทยและเวียดนามก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน...
BlackRock ส่งสัญญาณผสม โดยกลางเดือนมิถุนายนมองว่าตลาดอินเดียถูก 'ลงโทษหนักเกินไป' แต่สิ้นเดือนก็ประกาศลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด เนื่องจากความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของหุ้น AI โดย TSMC, Samsung และ SK Hynix...