งานวิจัยจาก MIT ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร PNAS เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2026 เผยว่า มนุษย์เริ่มทำลายชั้นโอโซนอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 1957 หรือเร็วกว่าการค้นพบ ‘หลุมโอโซน’ แอนตาร์กติกาในปี 1985 ถึง 30 ปี [1] สารตัวแรกที่ทำให้เกิดการทำลายโอโซนในยุคแรกเริ่มไม่ใช่คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) แต่เป็น ‘คาร์บอนเตตระคลอไรด์’ (CCl₄)...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย DeepSeek-V4-Flashรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for According to new MIT research published June 28, 2026, in the Proceedings of the National Academy. Article summary: A new MIT-led study published June 28, 2026, in the *Proceedings of the National Academy of Sciences* (PNAS) finds that human-caused ozone depletion first became detectable in **1957** — about 30 years before the Antarct. Topic tags: general, education, general web, government, academic. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermark
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่เรื่องราวของ ‘หลุมโอโซน’ มีตัวร้ายที่ชัดเจน นั่นคือ คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) และมีจุดเริ่มต้นที่ชัดเจน นั่นคือ การค้นพบหลุมโอโซนเหนือแอนตาร์กติกาในปี 1985
แต่การศึกษาชิ้นใหม่จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2026 ได้เขียนประวัติศาสตร์บทนี้ใหม่ครั้งใหญ่
ผลการศึกษาพบว่า การทำลายชั้นโอโซนจากฝีมือมนุษย์นั้นตรวจพบได้ตั้งแต่ ปี 1957 หรือเกือบ 30 ปี ก่อนที่นักวิทยาศาสตร์จะค้นพบหลุมโอโซนเหนือแอนตาร์กติกา! ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาณแรกของการทำลายนี้ไม่ได้มาจาก CFC แต่มาจาก คาร์บอนเตตระคลอไรด์ (CCl₄) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมซักแห้งและขจัดคราบไขมันตั้งแต่ช่วงปี 1930 และสัญญาณนี้ไม่ได้ปรากฏเหนือขั้วโลก แต่ปรากฏใน ชั้นสตราโตสเฟียร์ตอนบนของเขตร้อน
“ความจริงที่ว่าการทำลายโอโซนจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1950 ซึ่งเร็วกว่าที่ฉันเคยคิดไว้มาก มันทำให้ฉันตะลึงจริงๆ” ศาสตราจารย์ซูซาน โซโลมอน (Susan Solomon) ผู้บุกเบิกด้านเคมีบรรยากาศและหนึ่งในผู้ร่วมวิจัยกล่าว
มาดูกันว่างานวิจัยนี้เผยอะไรเกี่ยวกับ ‘เมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร’ และทำไมมันถึงสำคัญต่ออนาคตของการเฝ้าระวังบรรยากาศของเรา
ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ทำ ‘การเดินทางข้ามเวลา’ ทางความคิด พวกเขาตั้งคำถามว่า หากเครื่องมือดาวเทียมและอัลกอริทึมการตรวจจับที่ทันสมัยในปัจจุบันมีอยู่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 แล้ว มนุษย์จะสามารถตรวจพบสัญญาณการทำลายโอโซนจากฝีมือมนุษย์ครั้งแรกเมื่อไหร่?
ด้วยการใช้ข้อมูลบรรยากาศในอดีตและเทคนิคการสร้างแบบจำลองสมัยใหม่ พวกเขาพบว่า ‘ลายนิ้วมือ’ ของการทำลายโอโซนที่ชัดเจนทางสถิติครั้งแรกน่าจะถูกตรวจพบใน ปี 1957 ซึ่งเร็วกว่าการค้นพบหลุมโอโซนแอนตาร์กติกาในปี 1985 ถึงประมาณ 30 ปี
ตำราเรียนส่วนใหญ่มักชี้นิ้วโทษคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) ซึ่งใช้ในตู้เย็น กระป๋องสเปรย์ และโฟม ว่าเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียโอโซน แต่การศึกษาครั้งนี้เผยให้เห็นผู้เริ่มต้นที่แตกต่างออกไป
การทำลายที่ตรวจพบได้ในยุคแรกเริ่มนั้นเกิดจาก คาร์บอนเตตระคลอไรด์ (CCl₄) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางในกระบวนการซักแห้งและขจัดคราบไขมันในอุตสาหกรรมตั้งแต่ช่วงปี 1930 เป็นต้นมา นี่เป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจให้กับทีมวิจัยอย่างมาก
แม้ในที่สุด CFCs จะกลายเป็นสารทำลายโอโซนหลัก แต่คาร์บอนเตตระคลอไรด์ดูเหมือนจะเป็นสารชนิดแรกที่สะสมในชั้นบรรยากาศชั้นบนในปริมาณที่มากพอที่จะก่อให้เกิดความเสียหายที่วัดได้
‘ลายนิ้วมือ’ แรกของการสูญเสียโอโซนจากฝีมือมนุษย์ไม่ได้ปรากฏเหนือขั้วโลก หากแต่อยู่ใน ชั้นสตราโตสเฟียร์ตอนบนของเขตร้อน บริเวณนี้อยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ 30 ถึง 50 กิโลเมตร เหนือเส้นศูนย์สูตร การค้นพบนี้เป็นการพลิกโฉมเรื่องราวทางภูมิศาสตร์ของการทำลายโอโซนที่เคยให้ความสำคัญกับแอนตาร์กติกาเป็นศูนย์กลาง
นอกจากการแก้ไขประวัติศาสตร์แล้ว การศึกษาครั้งนี้ยังส่งสารถึงอนาคตเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์บรรยากาศและนโยบายอีกด้วย
มันแสดงให้เห็นว่าชั้นบรรยากาศของเราสามารถแสดง ‘สัญญาณเตือนล่วงหน้า’ ที่ละเอียดอ่อนของความเสียหาย ก่อนที่ผลกระทบรุนแรง (เช่น หลุมโอโซนแอนตาร์กติกา) จะปรากฏให้เห็น และยังแสดงให้เห็นอีกว่าสารเคมีที่ก่อให้เกิดปัญหาในตอนแรกอาจเป็นสารที่เราไม่คาดคิด และไม่จำเป็นต้องเป็นสารเดียวกับที่ถูกจับตามองมากที่สุดในภายหลัง
ศาสตราจารย์โซโลมอนได้เน้นย้ำถึงความเร่งด่วนของบทเรียนนี้ว่า “การติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องนั้นสำคัญยิ่ง เพื่อให้เราเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่าชั้นบรรยากาศตอบสนองและฟื้นตัวอย่างไร”
งานวิจัยชิ้นนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจว่า พิธีสารมอนทรีออล แม้จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการนำชั้นโอโซนกลับมาฟื้นตัว ก็ไม่ควรทำให้โลกรู้สึกชะล่าใจ ความเสียหายระยะเริ่มแรกที่ละเอียดอ่อนแบบเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นได้ในทุกวันนี้กับสารเคมีอื่นๆ หากเราไม่มีการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและก้าวหน้าพอ
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
งานวิจัยจาก MIT ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร PNAS เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2026 เผยว่า มนุษย์เริ่มทำลายชั้นโอโซนอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 1957 หรือเร็วกว่าการค้นพบ ‘หลุมโอโซน’ แอนตาร์กติกาในปี 1985 ถึง 30 ปี [1]
งานวิจัยจาก MIT ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร PNAS เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2026 เผยว่า มนุษย์เริ่มทำลายชั้นโอโซนอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 1957 หรือเร็วกว่าการค้นพบ ‘หลุมโอโซน’ แอนตาร์กติกาในปี 1985 ถึง 30 ปี [1] สารตัวแรกที่ทำให้เกิดการทำลายโอโซนในยุคแรกเริ่มไม่ใช่คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) แต่เป็น ‘คาร์บอนเตตระคลอไรด์’ (CCl₄) ซึ่งถูกใช้เป็นสารทำความสะอาดแห้งและขจัดคราบไขมันตั้งแต่ช่วงปี 1930 [1][9]
สัญญาณแรกของการทำลายโอโซนไม่ได้เกิดขึ้นที่ขั้วโลก แต่เกิดขึ้นที่ ‘ชั้นสตราโตสเฟียร์ตอนบน’ ในเขตร้อน ซึ่งเป็นการค้นพบที่ท้าทายความเข้าใจเดิมๆ และตอกย้ำความสำคัญของการเฝ้าระมัดระวังและตรวจสอบบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง [1][9]