เยนแตะระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 40 ปีที่ 161.949 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ทะลุแนวรับสำคัญ 161.95 เยนจากเดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งเคยเป็นจุดที่ทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซง ปัจจัยหลักที่กดดันเยนคือส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่กว้างที่สุดในบรรดาสกุลเงินหลัก โด...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย DeepSeek-V4-Flashรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What caused the Japanese yen to breach its weakest level against the US dollar in nearly 40 years. Article summary: The yen breached **¥161.949 per dollar** on June 29, 2026 — its weakest level since 1986 and a marginal break above the July 2024 low of ~161.95 — driven by a confluence of structural and policy-linked factors that have . Topic tags: general, government, general web, news, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermar
ในวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ค่าเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงแตะระดับ 161.949 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2529 หรือในรอบเกือบ 40 ปี โดยทะลุสถิติต่ำสุดก่อนหน้าที่ 161.95 เยนในเดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นระดับที่รัฐบาลญี่ปุ่นเคยเข้าแทรกแซงค่าเงินในครั้งนั้น
การร่วงลงของค่าเงินเยนในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลพวงจากหลายปัจจัยที่ส่งเสริมกันและกัน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็น 'ความอ่อนแอเชิงโครงสร้าง' (Structural Weakness) ที่แก้ไขได้ยาก
ช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ถือเป็นปัจจัยที่ใหญ่ที่สุดและเป็นหัวใจหลักของปัญหา โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 Fed ยังคงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25%–4.50% หลังจากหยุดลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมกราคม 2569 ในขณะที่ BOJ เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1.0% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี ส่วนต่างที่กว้างถึงประมาณ 3.25-3.5% นี้ถูกอธิบายว่าเป็น 'แหล่งผลตอบแทนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในตลาดปริวรรตเงินตรา'
ส่วนต่างนี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเคลื่อนย้ายของเงินทุน เมื่ออัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ สูงกว่าของญี่ปุ่นหลายร้อยจุดพื้นฐาน (Basis Points) นักลงทุนสามารถกู้ยืมเงินเยนในอัตราต่ำ แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ดอลลาร์สหรัฐที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าโดยแทบไม่มีความเสี่ยง จึงไม่มีเหตุผลที่นักลงทุนจะเลิกทำกำไรจากส่วนต่างนี้
ส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างทำให้เงินเยนกลายเป็น 'สกุลเงินสำหรับกู้ยืม' ที่น่าดึงดูดที่สุดอีกครั้งในปี 2569 นักเก็งกำไรเพิ่มสถานะ Short (ขาย) เงินเยนจนแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 ปี โดยข้อมูลจาก Commodity Futures Trading Commission (CFTC) ระบุว่า กองทุนที่มีเลเวอเรจ (Leveraged Funds) ถือสัญญาชอร์ตเยนมากกว่า 115,000 สัญญาในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 9 มิถุนายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 ขณะที่การประมาณการอื่น ๆ ระบุว่ามูลค่ารวมของสถานะ Short เงินเยนสุทธิอาจอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
กลยุทธ์ Carry Trade คือการกู้ยืมเงินเยน ซึ่งมีต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำไปซื้อสินทรัพย์ในสกุลเงินอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งสร้างแรงกดดันในการขายเงินเยนอย่างต่อเนื่อง โดย ณ ส่วนต่างดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน 2569 การทำ Carry Trade ในคู่ USD/JPY ให้ผลตอบแทนประมาณ 5.5% ต่อปี
BOJ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากติดลบในปี 2567 มาอยู่ที่ 1.0% ในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 31 ปี แต่การปรับขึ้นแต่ละครั้งตลาดการเงินได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว และที่สำคัญ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ของญี่ปุ่นยังคงต่ำที่สุดในโลก เมื่อหักกับเงินเฟ้อแล้วจึงไม่มีแรงจูงใจที่แท้จริงในการถือครองเงินเยน
การที่ BOJ คงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.75% ในการประชุมเดือนเมษายน 2569 พร้อมกับปรับลดคาดการณ์การเติบโตทาง GDP ในปีงบประมาณ 2569 ลงเหลือ 0.5% และเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อเป็น 2.8% สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจและท่าทีระมัดระวังของ BOJ แม้จะขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1% แต่ผู้ว่าการอุเอดะก็ยังส่งสัญญาณแบบผ่อนคลาย (Dovish) โดยอธิบายว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นเพียง 'การปรับเกียร์' ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางนโยบายแบบ Hawkish ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าการคุมเข้มในอนาคตจะยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ปัจจัยที่โดดเด่นและแตกต่างในรอบนี้คือผู้นำทางการเมือง นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ในต้นปี 2569 โดยมีนโยบายกระตุ้นการคลังขนาใหญ่ครอบคลุม 17 ภาคส่วนยุทธศาสตร์ เธอมีท่าทีคลุมเครือ (Ambivalent) ต่อการแข็งค่าของเงินเยน
ในเดือนมกราคม 2569 ทาคาอิจิได้กล่าวว่า 'ผู้คนมักกล่าวว่าเงินเยนอ่อนนั้นไม่ดี แต่สำหรับภาคการส่งออกแล้ว นี่คือโอกาสสำคัญ' ซึ่งคำพูดนี้ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลงทันที แม้ต่อมาเธอจะออกมาชี้แจงว่าไม่ได้สนับสนุนให้เงินเยนอ่อนค่า แต่ตลาดก็ตีความว่ามีความไม่สอดคล้องกัน และมองเป็นเสมือน 'ใบอนุญาต' ให้ขายเงินเยนต่อไป บลูมเบิร์กระบุว่าคำพูดของเธอ 'ทำให้ความคาดหวังที่ว่ารัฐบาลของเธอจะเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงเงินเยนลดน้อยลง'
สิ่งนี้ตรงกันข้ามกับท่าทีของรัฐมนตรีคลัง ซัตสึกิ คาตายามะ (Satsuki Katayama) ที่ออกมาเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าญี่ปุ่นจะใช้ 'มาตราการเด็ดขาด' ต่อการเก็งกำไร แต่คำเตือนแต่ละครั้งก็จางหายไปในไม่กี่ชั่วโมง ทำให้เงินเยนยังคงผันผวน เมื่อถึงเดือนมิถุนายน 2569 ตลาดส่วนใหญ่หมดความเชื่อมั่นว่าการขู่ด้วยวาจาจะช่วยดันให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นได้
ญี่ปุ่นมีประวัติการแทรกแซงค่าเงินที่ชัดเจน รัฐบาลใช้เงินกว่า 7.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่างเดือนเมษายนถึงปลายปี 2567 เพื่อปกป้องเงินเยนใกล้ระดับ 160 เยน แต่การแทรกแซงแต่ละครั้งให้ผลเพียงช่วงสั้น ๆ ก่อนที่เงินเยนจะกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง
เมื่อเงินเยนเข้าใกล้ระดับ 161.95 เยนในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่กระตุ้นให้เกิดการแทรกแซงในเดือนกรกฎาคม 2567 เทรดเดอร์ต่างเตรียมพร้อมสำหรับการแทรกแซงรอบใหม่ แต่พวกเขาก็สงสัยว่ามันจะได้ผลหรือไม่ นักวิเคราะห์ตลาดระดับโลกคนหนึ่งกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า 'การแทรกแซงอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหากไม่เห็นการปรับตัวอย่างรวดเร็ว' แต่ก็ยอมรับว่าส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยทำให้การทำให้เงินเยนแข็งค่าอย่างยั่งยืนนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้
เทรดเดอร์กำลังจับตาดูทริกเกอร์ที่อาจทำให้เงินเยนเคลื่อนไหวครั้งต่อไป:
แม้ค่าเงินที่อ่อนค่าจะช่วยส่งออก เพิ่มมูลค่ากำไรจากต่างประเทศ และช่วยภาคการท่องเที่ยว แต่สำหรับครัวเรือนที่ต้องเผชิญกับราคาสินค้านำเข้า อาหาร และเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น รวมถึงรัฐบาลที่มีหนี้สาธารณะสูงที่สุดในกลุ่ม G7 แล้ว ค่าเงินที่อ่อนค่าย่อมมาพร้อมกับต้นทุนทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วโตเกียวจะลงมือแทรกแซงหรือไม่ และการดำเนินการนั้นจะได้ผลหรือไม่ จะเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่กำหนดทิศทางตลาดในปี 2569
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
เยนแตะระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 40 ปีที่ 161.949 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ทะลุแนวรับสำคัญ 161.95 เยนจากเดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งเคยเป็นจุดที่ทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซง
เยนแตะระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 40 ปีที่ 161.949 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ทะลุแนวรับสำคัญ 161.95 เยนจากเดือนกรกฎาคม 2567 ซึ่งเคยเป็นจุดที่ทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซง ปัจจัยหลักที่กดดันเยนคือส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่กว้างที่สุดในบรรดาสกุลเงินหลัก โดย Fed ยังคงดอกเบี้ยที่ 4.25 4.50% ในขณะที่ BOJ เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยไปเพียง 1.0%
นักเก็งกำไรกลับมาเล่น 'Carry Trade' ขายชอร์ตเยนกันหนักสุดในรอบ 9 ปี โดยถือสัญญาชอร์ตเยนกว่า 115,000 สัญญา สร้างผลตอบแทนจากการเก็งกำไรส่วนต่างดอกเบี้ยประมาณ 5.5% ต่อปี