ส่วนต่างนี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเคลื่อนย้ายของเงินทุน เมื่ออัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ สูงกว่าของญี่ปุ่นหลายร้อยจุดพื้นฐาน (Basis Points) นักลงทุนสามารถกู้ยืมเงินเยนในอัตราต่ำ แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ดอลลาร์สหรัฐที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าโดยแทบไม่มีความเสี่ยง จึงไม่มีเหตุผลที่นักลงทุนจะเลิกทำกำไรจากส่วนต่างนี้
ส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างทำให้เงินเยนกลายเป็น 'สกุลเงินสำหรับกู้ยืม' ที่น่าดึงดูดที่สุดอีกครั้งในปี 2569 นักเก็งกำไรเพิ่มสถานะ Short (ขาย) เงินเยนจนแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 ปี โดยข้อมูลจาก Commodity Futures Trading Commission (CFTC) ระบุว่า กองทุนที่มีเลเวอเรจ (Leveraged Funds) ถือสัญญาชอร์ตเยนมากกว่า 115,000 สัญญาในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 9 มิถุนายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 ขณะที่การประมาณการอื่น ๆ ระบุว่ามูลค่ารวมของสถานะ Short เงินเยนสุทธิอาจอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
กลยุทธ์ Carry Trade คือการกู้ยืมเงินเยน ซึ่งมีต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำไปซื้อสินทรัพย์ในสกุลเงินอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งสร้างแรงกดดันในการขายเงินเยนอย่างต่อเนื่อง โดย ณ ส่วนต่างดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน 2569 การทำ Carry Trade ในคู่ USD/JPY ให้ผลตอบแทนประมาณ 5.5% ต่อปี
BOJ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากติดลบในปี 2567 มาอยู่ที่ 1.0% ในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 31 ปี แต่การปรับขึ้นแต่ละครั้งตลาดการเงินได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว และที่สำคัญ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ของญี่ปุ่นยังคงต่ำที่สุดในโลก เมื่อหักกับเงินเฟ้อแล้วจึงไม่มีแรงจูงใจที่แท้จริงในการถือครองเงินเยน
การที่ BOJ คงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.75% ในการประชุมเดือนเมษายน 2569 พร้อมกับปรับลดคาดการณ์การเติบโตทาง GDP ในปีงบประมาณ 2569 ลงเหลือ 0.5% และเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อเป็น 2.8% สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจและท่าทีระมัดระวังของ BOJ แม้จะขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1% แต่ผู้ว่าการอุเอดะก็ยังส่งสัญญาณแบบผ่อนคลาย (Dovish) โดยอธิบายว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นเพียง 'การปรับเกียร์' ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางนโยบายแบบ Hawkish ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าการคุมเข้มในอนาคตจะยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ปัจจัยที่โดดเด่นและแตกต่างในรอบนี้คือผู้นำทางการเมือง นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ในต้นปี 2569 โดยมีนโยบายกระตุ้นการคลังขนาใหญ่ครอบคลุม 17 ภาคส่วนยุทธศาสตร์ เธอมีท่าทีคลุมเครือ (Ambivalent) ต่อการแข็งค่าของเงินเยน
ในเดือนมกราคม 2569 ทาคาอิจิได้กล่าวว่า 'ผู้คนมักกล่าวว่าเงินเยนอ่อนนั้นไม่ดี แต่สำหรับภาคการส่งออกแล้ว นี่คือโอกาสสำคัญ' ซึ่งคำพูดนี้ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลงทันที แม้ต่อมาเธอจะออกมาชี้แจงว่าไม่ได้สนับสนุนให้เงินเยนอ่อนค่า แต่ตลาดก็ตีความว่ามีความไม่สอดคล้องกัน และมองเป็นเสมือน 'ใบอนุญาต' ให้ขายเงินเยนต่อไป
บลูมเบิร์กระบุว่าคำพูดของเธอ 'ทำให้ความคาดหวังที่ว่ารัฐบาลของเธอจะเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงเงินเยนลดน้อยลง'
สิ่งนี้ตรงกันข้ามกับท่าทีของรัฐมนตรีคลัง ซัตสึกิ คาตายามะ (Satsuki Katayama) ที่ออกมาเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าญี่ปุ่นจะใช้ 'มาตราการเด็ดขาด' ต่อการเก็งกำไร แต่คำเตือนแต่ละครั้งก็จางหายไปในไม่กี่ชั่วโมง ทำให้เงินเยนยังคงผันผวน เมื่อถึงเดือนมิถุนายน 2569 ตลาดส่วนใหญ่หมดความเชื่อมั่นว่าการขู่ด้วยวาจาจะช่วยดันให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นได้
ญี่ปุ่นมีประวัติการแทรกแซงค่าเงินที่ชัดเจน รัฐบาลใช้เงินกว่า 7.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่างเดือนเมษายนถึงปลายปี 2567 เพื่อปกป้องเงินเยนใกล้ระดับ 160 เยน แต่การแทรกแซงแต่ละครั้งให้ผลเพียงช่วงสั้น ๆ ก่อนที่เงินเยนจะกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง
เมื่อเงินเยนเข้าใกล้ระดับ 161.95 เยนในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่กระตุ้นให้เกิดการแทรกแซงในเดือนกรกฎาคม 2567 เทรดเดอร์ต่างเตรียมพร้อมสำหรับการแทรกแซงรอบใหม่ แต่พวกเขาก็สงสัยว่ามันจะได้ผลหรือไม่ นักวิเคราะห์ตลาดระดับโลกคนหนึ่งกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า 'การแทรกแซงอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหากไม่เห็นการปรับตัวอย่างรวดเร็ว' แต่ก็ยอมรับว่าส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยทำให้การทำให้เงินเยนแข็งค่าอย่างยั่งยืนนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้
เทรดเดอร์กำลังจับตาดูทริกเกอร์ที่อาจทำให้เงินเยนเคลื่อนไหวครั้งต่อไป:
แม้ค่าเงินที่อ่อนค่าจะช่วยส่งออก เพิ่มมูลค่ากำไรจากต่างประเทศ และช่วยภาคการท่องเที่ยว แต่สำหรับครัวเรือนที่ต้องเผชิญกับราคาสินค้านำเข้า อาหาร และเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น รวมถึงรัฐบาลที่มีหนี้สาธารณะสูงที่สุดในกลุ่ม G7 แล้ว ค่าเงินที่อ่อนค่าย่อมมาพร้อมกับต้นทุนทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วโตเกียวจะลงมือแทรกแซงหรือไม่ และการดำเนินการนั้นจะได้ผลหรือไม่ จะเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่กำหนดทิศทางตลาดในปี 2569