BIS ระบุในรายงานปี 2026 ว่าสเตเบิลคอยน์ในปัจจุบันมีข้อบกพร่องในคุณสมบัติพื้นฐานของเงิน โดยเฉพาะความ ‘เอกภาพของเงิน’ (Singleness of Money) ความยืดหยุ่นของอุปทาน และความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ [7] หากมีการนำสเตเบิลคอยน์มาใช้ในวงกว้าง อาจส่งผลกระทบต่อเงินฝากธนาคาร การปล่อยสินเชื่อ และเสถียรภาพทางการเงิน โดยเ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What are the key findings and policy recommendations in the Bank for International Settlements' 2. Article summary: Recent BIS work in 2026 delivers a sharp critique of stablecoins and sets out an affirmative alternative built on tokenisation within the two-tier banking system [7][8]. Here are the key findings and policy recommendatio. Topic tags: general, general web, user generated, news, government. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermar
รายงานเศรษฐกิจประจำปี 2026 ของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements: BIS) ซึ่งเพิ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้นำเสนอข้อค้นพบและข้อเสนอแนะนโยบายที่สำคัญเกี่ยวกับสเตเบิลคอยน์ (Stablecoins) โดยมีทั้งการวิพากษ์วิจารณ์อย่างถึงพริกถึงขิง และการเสนอทางเลือกเชิงบวกที่สร้างขึ้นบนแนวคิด ‘Tokenisation’ ภายใต้ระบบธนาคารแบบสองชั้น รายละเอียดสำคัญมีดังนี้
1. สเตเบิลคอยน์ล้มเหลวในคุณสมบัติพื้นฐานของเงิน
BIS โต้แย้งว่าการออกแบบสเตเบิลคอยน์ในปัจจุบันยังไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติหลักที่สร้างความเชื่อมั่นในเงินตรา ไม่ว่าจะเป็น ความเอกภาพของเงิน (Singleness of Money), ความยืดหยุ่นของอุปทาน และ ความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างระบบบัญชีแยกประเภท (Interoperability) นอกจากนี้ สเตเบิลคอยน์ที่ทำงานบนบล็อกเชนสาธารณะแบบไม่ต้องขออนุญาต (Permissionless) ยังเผชิญกับความท้าทายด้านความสมบูรณ์ทางการเงินและความสามารถในการขยายขนาด
2. การนำสเตเบิลคอยน์มาใช้ในวงกว้างจะสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน
BIS เตือนว่าการใช้งานสเตเบิลคอยน์ที่แพร่หลายมากขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อเงินฝากธนาคาร (Bank Deposit Funding) และการจัดหาสินเชื่อ (Credit Provision) ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นระหว่างสเตเบิลคอยน์กับระบบการเงินแบบดั้งเดิมอาจทำให้เกิดภาวะตึงเครียดที่ส่งผ่านไปทั่วทุกตลาด และสร้างความท้าทายเชิงนโยบายต่อหน่วยงานกำกับดูแล
3. ‘สเตเบิลคอยน์ดอลลาร์ไรเซชัน’ (Stablecoin Dollarisation) คุกคามประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (EMDEs)
BIS เตือนว่าการใช้สเตเบิลคอยน์ที่อิงกับสกุลเงินต่างประเทศในวงกว้างอาจสร้างความกังวลเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยทางการเงินในบางประเทศ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เองก็ได้ระบุไว้เช่นกันว่าความต้องการสเตเบิลคอยน์มักสูงในประเทศที่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและกรอบนโยบายที่อ่อนแอ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเรื่องการแทนที่ของสกุลเงิน
4. ความเชื่อมโยงระหว่างสเตเบิลคอยน์กับระบบการเงินแบบดั้งเดิมกำลังเพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายเชิงนโยบายในหลายด้าน ตั้งแต่การรักษาความสมบูรณ์ทางการเงิน การคุ้มครองผู้บริโภค ไปจนถึงเสถียรภาพทางการเงิน
ระยะสั้น: ควบคุมและแก้ไขข้อบกพร่องของการออกแบบสเตเบิลคอยน์ในปัจจุบัน
BIS เรียกร้องให้มีการดำเนินการร่วมกันในระดับโลกเพื่อควบคุมกำกับสเตเบิลคอยน์ โดยความร่วมมือจากทั่วโลกมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเพื่อหลีกเลี่ยงการแตกกระจายและจัดการกับความเสี่ยง การวิเคราะห์ของ BIS ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของมาตรการที่รักษาความสมบูรณ์ทางการเงินและบรรเทาความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงิน ในขณะที่กิจกรรมของสเตเบิลคอยน์เชื่อมโยงกับการเงินแบบดั้งเดิมมากขึ้น
ระยะยาว: นำ Tokenisation เข้าสู่ระบบธนาคารแบบสองชั้นผ่าน Unified Ledger
แทนที่จะพึ่งพาระบบคู่ขนานที่สร้างบนบล็อกเชนสาธารณะ BIS มองว่าควรพัฒนา Tokenisation ในลักษณะที่คงบทบาทของเงินธนาคารกลางในฐานะสมอของระบบการเงิน งานของ BIS ด้าน Tokenisation ชี้ให้เห็นถึงแพลตฟอร์มที่ตั้งโปรแกรมได้ การชำระเงินแบบอะตอมมิก (Atomic Settlement) และการนำเสนอเงินและสินทรัพย์อื่น ๆ ในรูปแบบ Token เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของตลาดการเงิน
หลักการสำคัญ: เทคโนโลยีควรรับใช้ ไม่ใช่บ่อนทำลาย หน้าที่สาธารณะหลักของเงิน คำตอบของ BIS ไม่ใช่การปฏิเสธนวัตกรรม แต่คือการฝัง Tokenisation ไว้ภายในระบบการเงินแบบสองชั้นที่เชื่อถือได้และอยู่ภายใต้การกำกับดูแล
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
BIS ระบุในรายงานปี 2026 ว่าสเตเบิลคอยน์ในปัจจุบันมีข้อบกพร่องในคุณสมบัติพื้นฐานของเงิน โดยเฉพาะความ ‘เอกภาพของเงิน’ (Singleness of Money) ความยืดหยุ่นของอุปทาน และความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ [7]
BIS ระบุในรายงานปี 2026 ว่าสเตเบิลคอยน์ในปัจจุบันมีข้อบกพร่องในคุณสมบัติพื้นฐานของเงิน โดยเฉพาะความ ‘เอกภาพของเงิน’ (Singleness of Money) ความยืดหยุ่นของอุปทาน และความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ [7] หากมีการนำสเตเบิลคอยน์มาใช้ในวงกว้าง อาจส่งผลกระทบต่อเงินฝากธนาคาร การปล่อยสินเชื่อ และเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (EMDEs) ที่อาจเกิด ‘Dollarisation’ ทางดิจิทัล ซึ่งกระทบต่ออำนาจอธิปไตยทางการเ...
BIS แนะนำแนวทางระยะสั้นคือการควบคุมกำกับสเตเบิลคอยน์อย่างเข้มงวดทั่วโลก และแนวทางระยะยาวคือการนำ Tokenisation เข้าสู่ระบบธนาคารสองชั้นผ่านแนวคิด ‘Unified Ledger’ ซึ่งมีเงินของธนาคารกลางเป็นศูนย์กลาง [7][8][15]