โคสพี (เกาหลีใต้) ร่วงหนักที่สุดในภูมิภาคถึง 7.7% เหตุผลคือโครงสร้างตลาดของเกาหลีใต้มีสัดส่วนของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และ AI สูงมาก ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (Samsung Electronics) ร่วง 6% ขณะที่เอสเค ไฮนิกซ์ (SK Hynix) ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ ร่วง 4.5% ดัชนีโคสพีปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในปีที่ผ่านมา จากแรงหนุนของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ทำให้นักลงทุนมีความเสี่ยงต่อการเทขายหุ้นกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ
การเทขายรุนแรงขึ้นอีกในวันถัดมา (26 มิถุนายน) โดยโคสพีร่วงเพิ่มอีก 8.2% จนถึงขั้นต้องหยุดการซื้อขายโปรแกรมเทรดดิ้งเป็นเวลา 20 นาที
ในขณะที่ตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ร่วงหนัก ตลาดหุ้นฮั่งเส็งในฮ่องกังกลับบวก 2.1% และตลาดเซี่ยงไฮ้ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ความแตกต่างนี้สะท้อนถึง 3 ปัจจัย:
การปรับขึ้นของฮั่งเส็งในวันที่ 25 มิถุนายนควรพิจารณาในบริบทที่มันลดลงถึง 1.9% ในวันที่ 26 มิถุนายน หลังจากที่การเทขายลุกลามมากขึ้น
ความวิตกกังวลในตลาดรุนแรงขึ้นจากการที่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านพังทลายลงอย่างรวดเร็ว บันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่ลงนามเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนได้กำหนดให้หยุดปฏิบัติการทางทหารเป็นเวลา 60 วัน รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ภายในไม่กี่วัน ทั้งสองฝ่ายก็กล่าวหาซึ่งกันและกันว่าละเมิดข้อตกลง
จุดชนวนคือโดรนของอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกสินค้าพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยรายงานข่าวระบุชื่อและธงของเรือแตกต่างกันไป แหล่งข่าวบางแห่งระบุว่าเป็นเรือติดธงปานามา ในขณะที่บางแหล่งระบุว่าเป็นเรือชื่อ เอเวอร์ เลิฟลี (Ever Lovely) ติดธงสิงคโปร์ สหรัฐฯ โจมตีฐานทัพของอิหร่านเป็นการตอบโต้ จากนั้นอิหร่านจึงยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวตในวันที่ 27-28 มิถุนายน
ภายในวันที่ 28 มิถุนายน ข้อตกลงหยุดยิงก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง สหรัฐฯ และอิหร่านโจมตีตอบโต้กันอีกครั้ง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน กล่าวหาเตหะร่านว่าละเมิดข้อตกลง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเลม ในคูเวตและกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ในบาห์เรน
สำหรับตลาดเอเชีย ความเสี่ยงชัดเจนคือความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจขัดขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (จุดคอขวดที่รองรับประมาณ 20% ของการค้าน้ำมันดิบของโลก) ผลักดันให้ราคาพลังงานสูงขึ้น และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่วิตกกังวลอยู่แล้ว
แรงกดดันประการที่สามที่ผลักดันตลาดเอเชียให้ร่วงลงคือการแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังที่พุ่งสูงขึ้นว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง
ในวันที่ 25 มิถุนายน ดัชนีดอลลาร์ดีดตัวขึ้นแตะประมาณ 101.4 จุด ซึ่งเป็น ระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือน ตัวเร่งปฏิกิริยาคือข้อมูลเศรษฐกิจที่ร้อนแรงต่อเนื่องซึ่งทำให้นักลงทุนเชื่อว่าเฟดยังต้องทำงานอีกมาก
ตามข้อมูล CME FedWatch จากวันที่ 23 มิถุนายน ตลาดประเมินความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายนไว้ที่ 69.5% เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 29.1% ในสัปดาห์ก่อนหน้า Fed Monitor ของ Investing.com แสดงความน่าจะเป็นที่อัตราเงินกองทุนของรัฐบาลกลางจะขึ้นไปถึงกรอบ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 16 กันยายนที่ 67.9% ความน่าจะเป็นผันผวนวันต่อวัน ภายในวันที่ 27 มิถุนายน ค่าประมาณลดลงเหลือประมาณ 50%
โดยทั่วไปแล้วดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นส่งผลลบต่อหุ้นเอเชีย เนื่องจาก:
การเทขายในวันที่ 25 มิถุนายนไม่ใช่วันที่นักลงทุนขายลดความเสี่ยงทั่วไป แต่เป็นผลผลิตของแรงกดดันสามประการที่ส่งผลกระทบต่อตลาดแต่ละแห่งในระดับที่แตกต่างกัน:
| ตลาด | การเคลื่อนไหว 25 มิ.ย. | ปัจจัยหลัก |
|---|---|---|
| นิเคอิ 225 (ญี่ปุ่น) | -1.0% | เทขายหุ้น AI (ซอฟต์แบงก์) |
| โคสพี (เกาหลีใต้) | -7.7% | เทขายหุ้น AI/เซมิคอนดักเตอร์ (ซัมซุง, SK Hynix) |
| ฮั่งเส็ง (ฮ่องกัง) | +2.1% | ความหวังกระตุ้นเศรษฐกิจจีน, โยกเงินสู่หุ้นวั并จักร |
| เซี่ยงไฮ้คอมโพสิต | เพิ่มขึ้นเล็กน้อย | เช่นเดียวกับฮั่งเส็ง |
ข้อควรระวังสำคัญ: โคสพีที่ร่วง 7.7% ในวันที่ 25 มิถุนายน ตามมาด้วยการร่วงลงที่รุนแรงยิ่งกว่าถึง 8.2% ในวันที่ 26 มิถุนายน ซึ่งทำให้เกิดการหยุดซื้อขาย 20 นาที การเทขายชัดเจนว่ารุนแรงขึ้นในวันถัดจากที่เริ่มร่วงในวันแรก
สำหรับผู้ที่ติดตามตลาดเอเชีย มี 3 ตัวแปรที่ต้องจับตา: