ทฤษฎีทางการทูตกำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง ซาห์คนาและเจ้าหน้าที่บอลติกคนอื่นๆ ต่างสังเกตว่าความถี่ของเหตุการณ์โดรนหลงทางเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามการโจมตีที่หนักหน่วงขึ้นของยูเครน ตามข้อมูลจากภูมิภาค มีโดรนพิสัยไกลของยูเครนอย่างน้อย 12 ลำที่บินเข้าไปในน่านฟ้าหรืออาณาเขตของลิทัวเนีย ลัตเวีย เอสโตเนีย และฟินแลนด์ในเดือนพฤษภาคม 2026 เพียงเดือนเดียว ซึ่งมากกว่าในช่วงสี่เดือนแรกของปีถึงสองเท่า
นี่ไม่ใช่แค่ ‘ผีเรดาร์’ หรือสัญญาณลวง เหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมรวมถึงโดรนลำหนึ่งพุ่งชนปล่องไฟของโรงไฟฟ้าในเมืองเอาเวเร (Auvere) ประเทศเอสโตเนีย และอีกลำหนึ่งตกลงมาและระเบิดในภูมิภาคกราสลาวา (Kraslava) ของลัตเวีย สถานการณ์ทวีความรุนแรงถึงจุดที่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2026 เครื่องบินขับไล่ F-16 ของนาโตต้องยิงโดรนต้องสงสัยของยูเครนตกเหนือตอนใต้ของเอสโตเนีย ซึ่งนับเป็น ครั้งแรกที่เครื่องบินของนาโตยิงโดรนของยูเครนตกกลางอากาศ ความถี่ที่เพิ่มขึ้นนี้ก่อให้เกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ ส่งผลให้นาโตต้องส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นปฏิบัติการหลายครั้งในสัปดาห์เดียว
ซาห์คนาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียอย่างแข็งขันที่ว่ารัฐบอลติกอนุญาตให้ยูเครนยิงโดรนโจมตีจากดินแดนของตน เขาเรียกข้อกล่าวหาดังกล่าวว่าเป็น ‘ข่าวปลอมโดยสิ้นเชิง’ และเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญบิดเบือนข้อมูลโดยจงใจของรัสเซีย 8 ประเทศนอร์ดิก-บอลติก (NB8) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามข้อกล่าวหาเท็จของรัสเซียและเบลารุสนี้อย่างรุนแรง
แทนที่จะยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของยูเครน ซาห์คนากลับโยนความผิดกลับไปยังมอสโก เขาระบุว่า รัสเซียจงใจ ‘บังคับทิศทาง’ โดรนยูเครนให้บินเข้าหาประเทศนาโต โดยใช้ระบบรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์และการรบกวนสัญญาณ เพื่อทำให้การสนับสนุนยูเครนของชาติตะวันตกอ่อนแอลงและกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ยูเครนกล่าวหารัสเซียเอง ว่ากำลังใช้สงครามอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเบี่ยงเบนวิถีโดรน
แม้ซาห์คนาจะไม่ได้ระบุตัวเลขความเสียหายเป็นล้านล้านดอลลาร์โดยเฉพาะ แต่เขาบรรยายว่ารัสเซีย ‘อ่อนแอลงในวันนี้และกำลังรู้สึกถึงผลกระทบของการโจมตีพิสัยไกลของยูเครน’ ความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้างจากการโจมตีด้วยโดรนนั้นชัดเจน:
ในประเด็นการเจรจากับวลาดิเมียร์ ปูติน ซาห์คนามีจุดยืนที่แข็งกร้าว ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2026 เขากล่าวว่า ‘ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา’ ที่ยุโรปจะเริ่มเจรจาโดยตรงกับรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่ายูเครนกำลังมีตำแหน่งต่อรองที่แข็งแกร่งกว่า และตะวันตกควร ‘จัดการรัสเซียให้จบด้วยการคว่ำบาตร’ แทน
เขายังเตือนว่าการเข้าร่วมเจรจาโดยตรงจะทำให้สหภาพยุโรปกลายเป็น ‘ผู้กลาง’ ที่เป็นกลาง แทนที่จะเป็นฝ่ายที่สนับสนุนยูเครน และมอสโกกำลังใช้ประโยชน์จาก ‘ความหวังเท็จในการทูตเพื่อทำให้ตะวันตกแตกแยก’ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2026 ซาห์คนาเรียกร้องให้ประเทศในสหภาพยุโรปแสดง ‘ความอดทนเชิงยุทธศาสตร์’ ให้มากขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซีย โดยระบุว่าทาลลินน์มองไม่เห็นสัญญาณใดๆ ว่าปูตินพร้อมที่จะเจรจา
ซาห์คนาเชื่อว่าปูตินมองว่าการที่ยุโรปเข้าร่วมการเจรจานั้น เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐฯ ไม่ได้มีบทบาทนำในการเจรจาอีกต่อไปแล้ว ข้อความที่สม่ำเสมอของเขาคือ ตะวันตกไม่ควรเจรจาภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน แต่ควรรักษาและเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันทางทหารต่อไป จนกว่าตำแหน่งของรัสเซียจะอ่อนแอลงพอที่จะทำให้การเจรจาที่มีความหมายเป็นไปได้
ทฤษฎีทางการทูตกำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง ซาห์คนาและเจ้าหน้าที่บอลติกคนอื่นๆ ต่างสังเกตว่าความถี่ของเหตุการณ์โดรนหลงทางเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามการโจมตีที่หนักหน่วงขึ้นของยูเครน ตามข้อมูลจากภูมิภาค มีโดรนพิสัยไกลของยูเครนอย่างน้อย 12 ลำที่บินเข้าไปในน่านฟ้าหรืออาณาเขตของลิทัวเนีย ลัตเวีย เอสโตเนีย และฟินแลนด์ในเดือนพฤษภาคม 2026 เพียงเดือนเดียว ซึ่งมากกว่าในช่วงสี่เดือนแรกของปีถึงสองเท่า
นี่ไม่ใช่แค่ ‘ผีเรดาร์’ หรือสัญญาณลวง เหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมรวมถึงโดรนลำหนึ่งพุ่งชนปล่องไฟของโรงไฟฟ้าในเมืองเอาเวเร (Auvere) ประเทศเอสโตเนีย และอีกลำหนึ่งตกลงมาและระเบิดในภูมิภาคกราสลาวา (Kraslava) ของลัตเวีย สถานการณ์ทวีความรุนแรงถึงจุดที่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2026 เครื่องบินขับไล่ F-16 ของนาโตต้องยิงโดรนต้องสงสัยของยูเครนตกเหนือตอนใต้ของเอสโตเนีย ซึ่งนับเป็น ครั้งแรกที่เครื่องบินของนาโตยิงโดรนของยูเครนตกกลางอากาศ ความถี่ที่เพิ่มขึ้นนี้ก่อให้เกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ ส่งผลให้นาโตต้องส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นปฏิบัติการหลายครั้งในสัปดาห์เดียว
ซาห์คนาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียอย่างแข็งขันที่ว่ารัฐบอลติกอนุญาตให้ยูเครนยิงโดรนโจมตีจากดินแดนของตน เขาเรียกข้อกล่าวหาดังกล่าวว่าเป็น ‘ข่าวปลอมโดยสิ้นเชิง’ และเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญบิดเบือนข้อมูลโดยจงใจของรัสเซีย 8 ประเทศนอร์ดิก-บอลติก (NB8) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมประณามข้อกล่าวหาเท็จของรัสเซียและเบลารุสนี้อย่างรุนแรง
แทนที่จะยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของยูเครน ซาห์คนากลับโยนความผิดกลับไปยังมอสโก เขาระบุว่า รัสเซียจงใจ ‘บังคับทิศทาง’ โดรนยูเครนให้บินเข้าหาประเทศนาโต โดยใช้ระบบรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์และการรบกวนสัญญาณ เพื่อทำให้การสนับสนุนยูเครนของชาติตะวันตกอ่อนแอลงและกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ยูเครนกล่าวหารัสเซียเอง ว่ากำลังใช้สงครามอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเบี่ยงเบนวิถีโดรน
แม้ซาห์คนาจะไม่ได้ระบุตัวเลขความเสียหายเป็นล้านล้านดอลลาร์โดยเฉพาะ แต่เขาบรรยายว่ารัสเซีย ‘อ่อนแอลงในวันนี้และกำลังรู้สึกถึงผลกระทบของการโจมตีพิสัยไกลของยูเครน’ ความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้างจากการโจมตีด้วยโดรนนั้นชัดเจน:
ในประเด็นการเจรจากับวลาดิเมียร์ ปูติน ซาห์คนามีจุดยืนที่แข็งกร้าว ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2026 เขากล่าวว่า ‘ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา’ ที่ยุโรปจะเริ่มเจรจาโดยตรงกับรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่ายูเครนกำลังมีตำแหน่งต่อรองที่แข็งแกร่งกว่า และตะวันตกควร ‘จัดการรัสเซียให้จบด้วยการคว่ำบาตร’ แทน
เขายังเตือนว่าการเข้าร่วมเจรจาโดยตรงจะทำให้สหภาพยุโรปกลายเป็น ‘ผู้กลาง’ ที่เป็นกลาง แทนที่จะเป็นฝ่ายที่สนับสนุนยูเครน และมอสโกกำลังใช้ประโยชน์จาก ‘ความหวังเท็จในการทูตเพื่อทำให้ตะวันตกแตกแยก’ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2026 ซาห์คนาเรียกร้องให้ประเทศในสหภาพยุโรปแสดง ‘ความอดทนเชิงยุทธศาสตร์’ ให้มากขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซีย โดยระบุว่าทาลลินน์มองไม่เห็นสัญญาณใดๆ ว่าปูตินพร้อมที่จะเจรจา
ซาห์คนาเชื่อว่าปูตินมองว่าการที่ยุโรปเข้าร่วมการเจรจานั้น เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐฯ ไม่ได้มีบทบาทนำในการเจรจาอีกต่อไปแล้ว ข้อความที่สม่ำเสมอของเขาคือ ตะวันตกไม่ควรเจรจาภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน แต่ควรรักษาและเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันทางทหารต่อไป จนกว่าตำแหน่งของรัสเซียจะอ่อนแอลงพอที่จะทำให้การเจรจาที่มีความหมายเป็นไปได้