เงินเฟ้อที่เหนียวแน่นและข้อจำกัดของเฟด: แวนการ์ด (Vanguard) คาดการณ์ว่า "การเติบโตที่แข็งแกร่งและเงินเฟ้อที่ยังคงเหนียวแน่น" จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีพื้นที่จำกัดในการลดดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง (neutral rate) ที่ประมาณ 3.5% โดยเงินเฟ้อยังคงสูงกว่า 2% ไปจนถึงสิ้นปี 2026 ขณะที่อัลลิอันซ์ รีเสิร์ช (Allianz Research) ก็เห็นสอดคล้องกันว่า เงินเฟ้อพื้นฐานที่เหนียวแน่น เมื่อรวมกับการเติบโตที่ขับเคลื่อนโดยการใช้จ่ายด้าน AI จะทำให้เฟดต้อง "คงอัตราดอกเบี้ยไว้เป็นเวลานาน" ที่ระดับ 3.5% ซึ่งต่ำกว่าระดับที่กฎเทย์เลอร์ (Taylor rule) กำหนดถึง 75 จุดฐาน ยิ่งเป็นการ "เพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ"
ความเสี่ยง 'stagflation' เฉพาะทาง: เอกสารวิจัยของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก (New York Fed) เตือนว่า หาก AI ทำให้ประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจต่ำลงในระยะแรก (จากอุปสรรคในการปรับใช้) ขณะเดียวกันก็ผลักดันให้มูลค่าสินทรัพย์สูงขึ้น เศรษฐกิจอาจเผชิญ "ทั้งเงินเฟ้อจากต้นทุนและความเปราะบางทางการเงินในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นความเสี่ยง 'stagflation' ที่จำเพาะต่อ AI" ซึ่งเป็นปัญหาที่เครื่องมืออัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขได้
การพุ่งขึ้นอย่างมหาศาลของตลาดหุ้น: ดัชนีคอสพี (Kospi) พุ่งขึ้นถึง 76% ในปี 2025 เพียงปีเดียว เทียบกับ S&P 500 ที่เพิ่มขึ้นเพียง 17% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 25 ปี โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่ม AI, กลุ่มป้องกันประเทศ และกลุ่มชิป ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ตลาดหุ้นเกาหลีใต้แซงหน้าฝรั่งเศสขึ้นเป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก และเพิ่มมูลค่าประมาณ 2.23 ล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นปี 2025
และในเดือนมิถุนายน 2026 การพุ่งขึ้นของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ขับเคลื่อนโดย AI ได้ผลักดันให้มูลค่าบริษัทจดทะเบียนรวมกันสูงถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นตลาดหุ้นใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก
เศรษฐกิจสองขั้ว: หุ้นทะยาน แต่การบริโภคหด: การพุ่งขึ้นของหุ้นที่ขับเคลื่อนโดย AI ได้บดบังปัญหาเศรษฐกิจภายในที่รุนแรง ในขณะที่การส่งออกชิปทำลายสถิติใหม่ๆ และโบนัสผู้บริหารสูงกว่า 800,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่การบริโภคภาคครัวเรือนที่แท้จริงกลับหดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี และภาคส่วนที่ไม่ใช่ไอทีกำลังประสบปัญหา ซึ่งหมายความว่า 'วีลธ์เอฟเฟกต์' นี้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ถือหุ้นเท่านั้น และไม่ได้กระจายเป็นวงกว้าง แต่ก็ยังคงส่งแรงกดดันต่อราคาสินค้าบางประเภทอยู่ดี
'ฟองสบู่สองใบ' ที่คุกคามการฟื้นตัว: บลูมเบิร์ก โอปิเนียน (Bloomberg Opinion) บรรยายว่าเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับ 'ฟองสบู่สองใบ' ได้แก่ ฟองสบู่ในหุ้นกลุ่ม AI/เทคโนโลยี และฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทั้งสองอย่างกำลังกดดันธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) และทำให้การตอบสนองนโยบายมีความซับซ้อนมากขึ้น BOK ต้องเผชิญแรงกดดันให้ชะลอความร้อนแรงของตลาด โดยไม่ให้เศรษฐกิจจริงพังทลาย
ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ตุลาคม 2025: คณะกรรมการนโยบายการเงินของ BoE เตือนอย่างชัดเจนถึงความเสี่ยงของ "การปรับฐานตลาดอย่างกะทันหัน" ที่เกิดจากการประเมินมูลค่าหุ้น AI โดยชี้ว่ามูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2025 โดยได้แรงหนุนจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI เจ้าหน้าที่ BoE ยังชี้ถึงความเสี่ยงของ "การปรับฐานที่รุนแรงของสินทรัพย์ดอลลาร์สหรัฐ" หากความน่าเชื่อถือของเฟดในเรื่องเงินเฟ้อถูกสั่นคลอน Axios รายงานว่า BoE กำลัง "ส่งสัญญาณเตือนที่เฟดไม่ได้ส่ง" โดยเตือนว่านักลงทุนกำลังประเมินความเสี่ยงที่สำคัญต่ำเกินไป
ขณะที่เซ็นทรัล แบงก์กิ้ง (Central Banking) รายงานว่า BoE กล่าวว่า "ฟองสบู่อาจกำลังก่อตัว" ในตลาดหุ้นโลก
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) มกราคม 2026: ผู้ว่าการ ชินฮยอนซง (Shin Hyun-song) เตือนว่าการแตกของฟองสบู่หุ้น AI ในสหรัฐฯ อาจทำให้การเติบโตของการบริโภคในสหรัฐฯ ร่วงลงจากช่วง 2% เหลือ 0% ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้ที่พึ่งพาการส่งออก เขายังเตือนเกี่ยวกับฟองสบู่ในภาค AI ที่นักลงทุนเกาหลีได้ทุ่มเงินลงทุนอย่างหนัก
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) พฤษภาคม 2026: BOK ได้เปิดใช้งานและปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้าทางการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ Machine Learning อีกครั้ง เพื่อตรวจจับวิกฤตการณ์ล่วงหน้า 6 เดือน โดยมีการอ้างอิงถึงความเสี่ยงจากตลาด AI อย่างชัดเจน
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มิถุนายน 2026: เฟดเผยแพร่เอกสารวิจัยเรื่อง "นัยต่อเสถียรภาพทางการเงินของ Generative AI" ซึ่งตรวจสอบว่าการกระจุกตัวของความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI และการซื้อขายที่มีความสัมพันธ์กัน (correlated trading) อาจขยายความเสี่ยงเชิงระบบได้อย่างไร รองประธานเฝดฝ่ายกำกับดูแล ไมเคิล บาร์ (Michael Barr) ยังเตือนแยกต่างหากว่าความนิยมของ generative AI อาจนำไปสู่การปั่นตลาดและความเปราะบางของระบบ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตุลาคม 2025 – มิถุนายน 2026: กูรินชาส (Gourinchas) เตือนว่าการลงทุนใน AI ที่พุ่งสูงอาจจบลงด้วย "ภาวะถดถอยคล้ายกับฟองสบู่ดอทคอม" ถึงแม้เขาจะมองว่าการแตกของฟองสบู่นั้นไม่น่าจะนำไปสู่วิกฤตระบบเต็มรูปแบบก็ตาม
แต่ในเดือนมิถุนายน 2026 ความสนใจของ IMF ได้เปลี่ยนมาอยู่ที่ช่องทาง 'วีลธ์เอฟเฟกต์' ที่กระตุ้นเงินเฟ้ออย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น
หลักฐานจากหลายแหล่งที่เชื่อถือได้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่า การลงทุนใน AI ที่เฟื่องฟูกำลังสร้างฟองสบู่ในตลาดหุ้น และก่อให้เกิด 'วีลธ์เอฟเฟกต์' ซึ่งผลักดันให้ราคาสินค้าสูงขึ้น สร้างความยุ่งยากในการตัดสินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง และเป็นที่มาของคำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจาก IMF ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ และแม้กระทั่งธนาคารกลางสหรัฐฯ เอง