การบุกรุกถูกตรวจพบในวันที่ 31 สิงหาคม และ JLR ต้องหยุดการผลิตทันทีในวันที่ 1 กันยายน ต้องใช้เวลาเกือบ 6 สัปดาห์ในการเริ่มเดินสายการผลิตอีกครั้ง โดยบริษัทขาดทุนประมาณ 50 ล้านปอนด์ต่อสัปดาห์
หลังการโจมตีไม่นาน กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า 'Scattered Lapsus$ Hunters' ประกาศอ้างความรับผิดชอบบน Telegram ซึ่งดูเหมือนเป็นการรวมตัวของกลุ่มแฮกเกอร์ชื่อดังอย่าง Scattered Spider, Lapsus$ และ ShinyHunters (กลุ่มที่พูดภาษาอังกฤษเป็นหลัก)
แต่ผู้สืบสวนพบว่าการอ้างนี้เป็นเท็จ การโจมตีจริงมีรูปแบบและแรงจูงใจที่แตกต่างออกไป:
ดังนั้นชื่อ 'Scattered Lapsus$ Hunters' จึงเป็นเพียงฉากหน้าในการปิดบังตัวตนที่แท้จริงของแฮกเกอร์รัสเซีย
Cyber Monitoring Centre (CMC) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระของอังกฤษ จัดให้เหตุการณ์นี้เป็น เหตุการณ์ระบบระดับ 3 (Category 3) และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อสหราชอาณาจักรไว้ที่ 1.9 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ส่งผลกระทบต่อธุรกิจกว่า 5,000 แห่ง
ความรุนแรงของเหตุการณ์ทำให้ รัฐบาลอังกฤษต้องออกมาค้ำประกันเงินกู้ 1.5 พันล้านปอนด์ (2 พันล้านดอลลาร์) ให้กับ JLR ผ่านธนาคารพาณิชย์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจ ปีเตอร์ ไคล์ (Peter Kyle) ประกาศมาตรการนี้ในวันที่ 27-29 กันยายน 2025 เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของ JLR ปกป้องงานฝีมือ และรักษาห่วงโซ่อุปทานที่กำลังจะล่มสลาย
อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็น 'แบบอย่างที่ไม่ดี' เพราะอาจสร้างความเคยชินให้บริษัทเอกชนพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐเมื่อถูกโจมตีทางไซเบอร์
การโจมตี Jaguar Land Rover เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ช่องโหว่ที่อันตรายที่สุดคือ 'มนุษย์' ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่ล้าสมัย การโจมตีด้วยการโทรศัพท์หลอกลวง (Vishing) ราคาถูกและง่ายดายสามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล ทำให้รัฐบาลต้องทุ่มเงินเพื่อกอบกู้สถานการณ์ได้