ศูนย์ข้อมูล AI ดูดซับชิปหน่วยความจำทั่วโลกถึง 70% ส่งผลให้ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคขาดแคลนอย่างหนัก ราคา DRAM และ NAND พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2026 [52] ทิม คุก (Apple) กล่าวว่าวิกฤตการขาดแคลนนี้รุนแรงเทียบเท่า 'น้ำท่วมร้อยปี' และไม่เคยเห็นอะไรรุนแรงขนาดนี้ในรอบ 40 ปี ส่วนอีลอน มัสก์ เห็นด้วยว่...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for How has the AI-driven memory chip shortage and component price surge impacted consumer electronic. Article summary: The AI-driven memory chip shortage has triggered the steepest component price surge in decades, forcing broad consumer electronics price increases across laptops, smartphones, game consoles, and tablets in 2026. Both Elo. Topic tags: general, general web, user generated, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
การแข่งกันพัฒนา AI ในปี 2026 ผลักให้เกิดวิกฤตขาดแคลนชิปหน่วยความจำครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ส่งผลให้ราคาส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะ DRAM และ NAND Flash พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และทำให้ราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น แล็ปท็อป, สมาร์ทโฟน, คอนโซลเกม และแท็บเล็ต ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งทิม คุก (Apple) และอีลอน มัสก์ (Tesla/SpaceX) ต่างออกมายอมรับว่าสถานการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่บริษัทไอทียักษ์ใหญ่เทเงินลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นประวัติการณ์ และนักวิเคราะห์คาดว่าวิกฤตนี้จะยืดเยื้อไปจนถึงปี 2028
ปัจจุบันศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Centers) ดูดซับชิปหน่วยความจำที่ผลิตได้ทั่วโลกไปถึงประมาณ 70% ทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคต้องเผชิญกับการขาดแคลนวัตถุดิบอย่างหนัก สถาบันวิจัยตลาด IDC อธิบายสถานการณ์นี้ว่าเป็น "คลื่นสึนามิที่ถาโถมเข้าสู่อุตสาหกรรม" โดยราคา DRAM และ NAND พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ไม่เคยมีมาก่อน
จากรายงานของสำนักข่าว Reuters คาดการณ์ว่าความต้องการซื้อสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และเครื่องเกมคอนโซลทั่วโลกจะหดตัวลงในปี 2026 เพราะผู้ผลิตจำเป็นต้องส่งต่อต้นทุนที่พุ่งสูงให้กับผู้บริโภค
ตัวเลขจาก TrendForce ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ตลาดชั้นนำของไต้หวัน ระบุว่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 ราคาสัญญา DRAM ทั่วไปพุ่งสูงขึ้นถึง 90-95% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ส่วนราคา NAND Flash ก็เพิ่มขึ้น 55-60% ในช่วงเวลาเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ราคา DRAM สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) เพิ่มขึ้นกว่า 100% ในไตรมาสเดียว ซึ่งนับเป็นสถิติการพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของวงการชิปหน่วยความจำ
ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal ว่าการขึ้นราคาสินค้าเป็นสิ่งที่ "หลีกเลี่ยงไม่ได้" และเปรียบเทียบวิกฤตการขาดแคลนชิปหน่วยความจำครั้งนี้ว่าเป็น "น้ำท่วมที่เกิดขึ้นทุก 100 ปี" พร้อมระบุว่า "ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนในรอบกว่า 40 ปีที่ทำงานด้านนี้มา" นอกจากนี้ คุกยังยอมรับว่า Apple ไม่สามารถแบกรับต้นทุนชิปที่พุ่งสูงขึ้นได้อีกต่อไป
ด้าน อีลอน มัสก์ ได้รีโพสต์ข้อความของคุกบน X (เดิมชื่อ Twitter) และกล่าวว่าราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นของ Apple เป็น "การขึ้นราคาครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเช่นกัน" เขายังออกมาเตือนอย่างหนักถึงช่องว่างที่ถ่างกว้างขึ้นระหว่างความต้องการ AI กับกำลังการผลิตฮาร์ดแวร์ทั่วโลก พร้อมกับเรียกการขาดแคลนการผลิตเมื่อเทียบกับความต้องการว่า "บ้าเกินไป" ("insane") และเรียกร้องให้เพิ่มกำลังการผลิตให้สูงขึ้นมาก
IDC คาดการณ์ว่าราคาสมาร์ทโฟนโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 14% ในปี 2026 ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกัน ต้นทุนชิปที่พุ่งสูงยังคาดว่าจะทำให้ยอดจัดส่งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วโลกลดลงถึง 10.4%
กลุ่มสมาร์ทโฟนระดับกลางอาจได้รับผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษ โดย Counterpoint Research ระบุว่าการขาดแคลนชิปหน่วยความจำทำให้ต้นทุนส่วนประกอบ (Bill-of-Materials) สำหรับมือถือรุ่นที่มีหน่วยความจำสูงเพิ่มขึ้นถึง 15% แล้ว
รายจ่ายด้านทุน (CapEx) ของบรรดาบริษัท Hyperscaler (ยักษ์ใหญ่ด้านคลาวด์) พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2026 ขณะที่ Amazon, Microsoft, Google และ Meta แข่งขันกันสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI:
โดยแต่ละรายมีคำมั่นสัญญาที่สำคัญ เช่น Amazon ตั้งงบ CapEx ประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2026, Alphabet (Google) 1.75-1.85 แสนล้าน, Meta 1.15-1.35 แสนล้าน และ Microsoft ประมาณ 1.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ฉันทามติของนักวิเคราะห์และผู้บริหารในวงการส่วนใหญ่คือ วิกฤตขาดแคลนจะยิ่งรุนแรงขึ้นในปี 2027 และมีแนวโน้มว่าจะยืดเยื้อไปจนถึงปี 2028:
วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากการขาดแคลนในช่วงโรคระบาดปี 2021 อย่างชัดเจน โดยเป็นผลโดยตรงจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ดูดซับกำลังการผลิตชิปหน่วยความจำทั่วโลก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่การเพิ่มขึ้นในระยะสั้น
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ศูนย์ข้อมูล AI ดูดซับชิปหน่วยความจำทั่วโลกถึง 70% ส่งผลให้ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคขาดแคลนอย่างหนัก ราคา DRAM และ NAND พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2026 [52]
ศูนย์ข้อมูล AI ดูดซับชิปหน่วยความจำทั่วโลกถึง 70% ส่งผลให้ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคขาดแคลนอย่างหนัก ราคา DRAM และ NAND พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2026 [52] ทิม คุก (Apple) กล่าวว่าวิกฤตการขาดแคลนนี้รุนแรงเทียบเท่า 'น้ำท่วมร้อยปี' และไม่เคยเห็นอะไรรุนแรงขนาดนี้ในรอบ 40 ปี ส่วนอีลอน มัสก์ เห็นด้วยว่านี่คือการขึ้นราคาที่หนักที่สุดที่เขาเคยเห็น [17][19]
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs, SK Hynix และ Avnet Silica คาดการณ์ว่าภาวะขาดแคลนจะทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027 และคงอยู่ถึงปี 2028 โดยโรงงานผลิตแห่งใหม่จะเริ่มผลิตปริมาณมากได้ไม่ก่อนปี 2027 [49][51][50]
Loading comments...
Comments
0 comments