ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal ว่าการขึ้นราคาสินค้าเป็นสิ่งที่ "หลีกเลี่ยงไม่ได้" และเปรียบเทียบวิกฤตการขาดแคลนชิปหน่วยความจำครั้งนี้ว่าเป็น "น้ำท่วมที่เกิดขึ้นทุก 100 ปี" พร้อมระบุว่า "ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนในรอบกว่า 40 ปีที่ทำงานด้านนี้มา" นอกจากนี้ คุกยังยอมรับว่า Apple ไม่สามารถแบกรับต้นทุนชิปที่พุ่งสูงขึ้นได้อีกต่อไป
ด้าน อีลอน มัสก์ ได้รีโพสต์ข้อความของคุกบน X (เดิมชื่อ Twitter) และกล่าวว่าราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นของ Apple เป็น "การขึ้นราคาครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเช่นกัน" เขายังออกมาเตือนอย่างหนักถึงช่องว่างที่ถ่างกว้างขึ้นระหว่างความต้องการ AI กับกำลังการผลิตฮาร์ดแวร์ทั่วโลก พร้อมกับเรียกการขาดแคลนการผลิตเมื่อเทียบกับความต้องการว่า "บ้าเกินไป" ("insane") และเรียกร้องให้เพิ่มกำลังการผลิตให้สูงขึ้นมาก
IDC คาดการณ์ว่าราคาสมาร์ทโฟนโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 14% ในปี 2026 ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกัน ต้นทุนชิปที่พุ่งสูงยังคาดว่าจะทำให้ยอดจัดส่งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วโลกลดลงถึง 10.4%
กลุ่มสมาร์ทโฟนระดับกลางอาจได้รับผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษ โดย Counterpoint Research ระบุว่าการขาดแคลนชิปหน่วยความจำทำให้ต้นทุนส่วนประกอบ (Bill-of-Materials) สำหรับมือถือรุ่นที่มีหน่วยความจำสูงเพิ่มขึ้นถึง 15% แล้ว
รายจ่ายด้านทุน (CapEx) ของบรรดาบริษัท Hyperscaler (ยักษ์ใหญ่ด้านคลาวด์) พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2026 ขณะที่ Amazon, Microsoft, Google และ Meta แข่งขันกันสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI:
โดยแต่ละรายมีคำมั่นสัญญาที่สำคัญ เช่น Amazon ตั้งงบ CapEx ประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2026, Alphabet (Google) 1.75-1.85 แสนล้าน, Meta 1.15-1.35 แสนล้าน และ Microsoft ประมาณ 1.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ฉันทามติของนักวิเคราะห์และผู้บริหารในวงการส่วนใหญ่คือ วิกฤตขาดแคลนจะยิ่งรุนแรงขึ้นในปี 2027 และมีแนวโน้มว่าจะยืดเยื้อไปจนถึงปี 2028:
วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากการขาดแคลนในช่วงโรคระบาดปี 2021 อย่างชัดเจน โดยเป็นผลโดยตรงจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ดูดซับกำลังการผลิตชิปหน่วยความจำทั่วโลก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่การเพิ่มขึ้นในระยะสั้น