คำตอบการวิจัย
ประเด็นสำคัญ ตลาดหุ้นชิปทั่วโลกเผชิญการเทขายอย่างหนักในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2026 มูลค่าตลาดหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีปัจจัยหลักจากแนวโน้มรายได้ AI ที่น่าผิดหวังของ Broadcom ราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้น (‘ชิปเฟลชัน’... ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงกว่า 8% จนต้องหยุดซื้อขายชั่วคราว ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นทรุดเกือบ 5% ส่วนหุ้นกลุ่มหน่วยความจำสหรัฐฯ อย่าง Sandisk และ Micron ร่วงมากกว่า 7% และ 10% ตามลำดับ คริส วูด หัวหน้ากลยุทธ์หุ้นโลกของเจฟฟรีย์ เตือนว่า ‘ดีล AI’ จะจบลงเมื่อตลาดตระหนักว่ายักษ์ใหญ่คลาวด์และห้องทดลอง AI ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากเงินลงทุนมหาศาล ซึ่งอาจนำไปสู่การ ‘ทำลายทุน’ ในห่วงโซ่อุปทาน AI แม้เจฟฟรีย์จะมองว่าหุ้น AI ยังไปต่อได้ในระยะสั้นเพราะมีกำไรหนุน แต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI กว่า 725,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีกำลังเผชิญคำถามสำคัญเกี่ยวกับความคุ้มค่า คล้ายกับการลงทุนโครงข่ายโทรคมนาคมในอดีต Search & fact-check with cited sources for What caused the global semiconductor stock selloff on Friday, how did major chip companies in Asi AI-generated editorial visual for the June 2026 global semiconductor selloff. AI พรอมต์ Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What caused the global semiconductor stock selloff on Friday, how did major chip companies in Asi. Article summary: ## What Caused the Global Semiconductor Selloff on Friday. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evidence.
openai.com ตลาดหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกเผชิญการเทขายอย่างหนักในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน โดยมูลค่าตลาดหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ระลอกคลื่นแห่งการเทขายนี้แผ่ขยายจากโซลไปจนถึงนิวยอร์ก การร่วงลงครั้งใหญ่เกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน: แนวโน้มรายได้จาก AI ที่น่าผิดหวังของ Broadcom , ปรากฏการณ์ราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงจนเรียกได้ว่า 'ชิปเฟลชัน' (chipflation), ความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ของกลุ่มยักษ์ใหญ่คลาวด์ (hyperscalers) ที่สูงถึง 725,000 ล้านดอลลาร์ และการตระหนักของนักลงทุนว่าการพุ่งขึ้นของหุ้น AI อาจเร็วและแรงเกินไป คริส วูด นักยุทธศาสตร์ชื่อดังจาก เจฟฟรีย์ (Jefferies) ได้แสดงมุมมองที่ละเอียดอ่อน โดยชี้ว่า 'ดีล AI' ยังคงได้รับการสนับสนุนจากผลประกอบการในระยะใกล้ แต่เตือนว่าหากการใช้จ่ายมหาศาลนี้ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เพียงพอ อาจนำไปสู่การ 'ทำลายทุน' (capital destruction) ในห่วงโซ่อุปทาน AI ทั้งหมด
คนยังถาม คำตอบสั้น ๆ สำหรับ "ขายหุ้นชิปทั่วโลกมิถุนายน 2026: สาเหตุที่ทำให้มูลค่าตลาดหายไป 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ราคาหุ้นบริษัทชิปร่วง และคำเตือน ‘ทำลายทุน’ จากเจฟฟรีย์" คืออะไร ตลาดหุ้นชิปทั่วโลกเผชิญการเทขายอย่างหนักในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2026 มูลค่าตลาดหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีปัจจัยหลักจากแนวโน้มรายได้ AI ที่น่าผิดหวังของ Broadcom ราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้น (‘ชิปเฟลชัน’...
ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนคืออะไร? ตลาดหุ้นชิปทั่วโลกเผชิญการเทขายอย่างหนักในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2026 มูลค่าตลาดหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีปัจจัยหลักจากแนวโน้มรายได้ AI ที่น่าผิดหวังของ Broadcom ราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้น (‘ชิปเฟลชัน’... ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงกว่า 8% จนต้องหยุดซื้อขายชั่วคราว ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นทรุดเกือบ 5% ส่วนหุ้นกลุ่มหน่วยความจำสหรัฐฯ อย่าง Sandisk และ Micron ร่วงมากกว่า 7% และ 10% ตามลำดับ
ฉันควรทำอย่างไรต่อไปในทางปฏิบัติ? คริส วูด หัวหน้ากลยุทธ์หุ้นโลกของเจฟฟรีย์ เตือนว่า ‘ดีล AI’ จะจบลงเมื่อตลาดตระหนักว่ายักษ์ใหญ่คลาวด์และห้องทดลอง AI ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากเงินลงทุนมหาศาล ซึ่งอาจนำไปสู่การ ‘ทำลายทุน’ ในห่วงโซ่อุปทาน AI
คำตอบการวิจัย
ประเด็นสำคัญ ตลาดหุ้นชิปทั่วโลกเผชิญการเทขายอย่างหนักในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2026 มูลค่าตลาดหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีปัจจัยหลักจากแนวโน้มรายได้ AI ที่น่าผิดหวังของ Broadcom ราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้น (‘ชิปเฟลชัน’... ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงกว่า 8% จนต้องหยุดซื้อขายชั่วคราว ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นทรุดเกือบ 5% ส่วนหุ้นกลุ่มหน่วยความจำสหรัฐฯ อย่าง Sandisk และ Micron ร่วงมากกว่า 7% และ 10% ตามลำดับ คริส วูด หัวหน้ากลยุทธ์หุ้นโลกของเจฟฟรีย์ เตือนว่า ‘ดีล AI’ จะจบลงเมื่อตลาดตระหนักว่ายักษ์ใหญ่คลาวด์และห้องทดลอง AI ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากเงินลงทุนมหาศาล ซึ่งอาจนำไปสู่การ ‘ทำลายทุน’ ในห่วงโซ่อุปทาน AI แม้เจฟฟรีย์จะมองว่าหุ้น AI ยังไปต่อได้ในระยะสั้นเพราะมีกำไรหนุน แต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI กว่า 725,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีกำลังเผชิญคำถามสำคัญเกี่ยวกับความคุ้มค่า คล้ายกับการลงทุนโครงข่ายโทรคมนาคมในอดีต Search & fact-check with cited sources for What caused the global semiconductor stock selloff on Friday, how did major chip companies in Asi AI-generated editorial visual for the June 2026 global semiconductor selloff. AI พรอมต์ Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What caused the global semiconductor stock selloff on Friday, how did major chip companies in Asi. Article summary: ## What Caused the Global Semiconductor Selloff on Friday. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evidence.
openai.com ตลาดหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกเผชิญการเทขายอย่างหนักในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน โดยมูลค่าตลาดหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ระลอกคลื่นแห่งการเทขายนี้แผ่ขยายจากโซลไปจนถึงนิวยอร์ก การร่วงลงครั้งใหญ่เกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน: แนวโน้มรายได้จาก AI ที่น่าผิดหวังของ Broadcom , ปรากฏการณ์ราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงจนเรียกได้ว่า 'ชิปเฟลชัน' (chipflation), ความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ของกลุ่มยักษ์ใหญ่คลาวด์ (hyperscalers) ที่สูงถึง 725,000 ล้านดอลลาร์ และการตระหนักของนักลงทุนว่าการพุ่งขึ้นของหุ้น AI อาจเร็วและแรงเกินไป คริส วูด นักยุทธศาสตร์ชื่อดังจาก เจฟฟรีย์ (Jefferies) ได้แสดงมุมมองที่ละเอียดอ่อน โดยชี้ว่า 'ดีล AI' ยังคงได้รับการสนับสนุนจากผลประกอบการในระยะใกล้ แต่เตือนว่าหากการใช้จ่ายมหาศาลนี้ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เพียงพอ อาจนำไปสู่การ 'ทำลายทุน' (capital destruction) ในห่วงโซ่อุปทาน AI ทั้งหมด
คนยังถาม คำตอบสั้น ๆ สำหรับ "ขายหุ้นชิปทั่วโลกมิถุนายน 2026: สาเหตุที่ทำให้มูลค่าตลาดหายไป 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ราคาหุ้นบริษัทชิปร่วง และคำเตือน ‘ทำลายทุน’ จากเจฟฟรีย์" คืออะไร ตลาดหุ้นชิปทั่วโลกเผชิญการเทขายอย่างหนักในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2026 มูลค่าตลาดหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีปัจจัยหลักจากแนวโน้มรายได้ AI ที่น่าผิดหวังของ Broadcom ราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้น (‘ชิปเฟลชัน’...
ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนคืออะไร? ตลาดหุ้นชิปทั่วโลกเผชิญการเทขายอย่างหนักในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2026 มูลค่าตลาดหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีปัจจัยหลักจากแนวโน้มรายได้ AI ที่น่าผิดหวังของ Broadcom ราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้น (‘ชิปเฟลชัน’... ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงกว่า 8% จนต้องหยุดซื้อขายชั่วคราว ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นทรุดเกือบ 5% ส่วนหุ้นกลุ่มหน่วยความจำสหรัฐฯ อย่าง Sandisk และ Micron ร่วงมากกว่า 7% และ 10% ตามลำดับ
ฉันควรทำอย่างไรต่อไปในทางปฏิบัติ? คริส วูด หัวหน้ากลยุทธ์หุ้นโลกของเจฟฟรีย์ เตือนว่า ‘ดีล AI’ จะจบลงเมื่อตลาดตระหนักว่ายักษ์ใหญ่คลาวด์และห้องทดลอง AI ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากเงินลงทุนมหาศาล ซึ่งอาจนำไปสู่การ ‘ทำลายทุน’ ในห่วงโซ่อุปทาน AI
อะไรทำให้หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกร่วง? การเทขายในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายนเป็นจุดสะสมของความกังวลตลอดทั้งสัปดาห์ ปัจจัยสำคัญที่จุดชนวน ได้แก่:
แนวโน้มรายได้ AI ของ Broadcom ที่น่าผิดหวัง ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน: รายได้ที่ขาดไป 700 ล้านดอลลาร์ หรือต่ำกว่าคาดการณ์เพียง 14% ทำให้หุ้น Broadcom ร่วง 22% ในวันเดียว และล้างมูลค่าตลาดชิปทั่วโลกหายไป 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย (SOXX) ร่วง 7.9% ในวันที่ 23 มิถุนายนเพียงวันเดียว
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น หลังจากข้อมูลตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งกดดันหุ้นกลุ่มเติบโตที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย
รายงานที่ว่า OpenAI อาจเลื่อนการเสนอขายหุ้น IPO ออกไปเป็นปี 2027 ทำให้ sentiment ในกลุ่มเทคลดลง
ความกลัวว่าการพุ่งขึ้นของหุ้น AI 'เร็วและแรงเกินไป' ทำให้เกิดคำถามว่าการใช้จ่ายด้านการลงทุน (Capex) มหาศาลจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้หรือไม่
ราคาหุ้นบริษัทชิปยักษ์ใหญ่เป็นอย่างไร? เอเชีย (วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน):
ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ ร่วงมากกว่า 8% ทำให้ต้องหยุดซื้อขายชั่วคราว (circuit breaker)
ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น ทรุดตัวเกือบ 5%
หุ้น Samsung และ SK Hynix เป็นตัวถ่วงน้ำหนักสำคัญ หลังจากหุ้นกลุ่มหน่วยความจำที่พุ่งขึ้น 41% ในเดือนก่อนหน้านี้ ต้องคืนกำไรทั้งหมด
สหรัฐฯ (วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน):
Sandisk ร่วงมากกว่า 10%
Micron Technology ลดลง 7%
Intel ลดลง 2.6%, Arm ลดลง 3.3%, Marvell ลดลง 3.5% ในการซื้อขายช่วงก่อนเปิดตลาด
ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.05% มาอยู่ที่ 7,354 จุด ส่วน ดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 0.24% มาอยู่ที่ 25,297 จุด ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 5 ของทั้งสองดัชนี
เหตุการณ์ 'ชิปเวร็ค' (chip-wreck) ในวงกว้างเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ทำให้ Micron ร่วง 13%, Nvidia สูญเสียมูลค่าตลาดไปกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงหนึ่ง และ Nasdaq ร่วงมากกว่า 4% ในวันเดียว
ค่าใช้จ่าย AI และ 'ชิปเฟลชัน' ที่ขับเคลื่อนความวิตก
'ชิปเฟลชัน' (Chipflation): ผู้ผลิตหน่วยความจำเกาหลีอย่าง Samsung และ SK Hynix ได้ขึ้นราคา DRAM สำหรับเซิร์ฟเวอร์ถึง 60–70% ในปี 2026 เนื่องจากความต้องการจาก AI แซงหน้าอุปทาน ราคาตามสัญญาของ DRAM และ NAND พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่เซิร์ฟเวอร์ AI ดูดซับกำลังการผลิตที่จะไปใช้กับพีซีและสมาร์ทโฟน
การใช้จ่ายของยักษ์ใหญ่คลาวด์กินเงินสดจากการดำเนินงานเกือบทั้งหมด คาดการณ์ว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ในปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 725,000 ล้านดอลลาร์ โดย Alphabet เพียงรายเดียวกู้เงินมา 80,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเปลี่ยนโน้มเรื่องราวจาก 'การเติบโตของ AI' ไปเป็น 'ความยั่งยืนของเงินทุน'
การกู้เงิน 80,000 ล้านดอลลาร์ของ Alphabet ท้าทายสมมติฐานเดิมที่ว่ายักษ์ใหญ่คลาวด์สามารถระดมทุนลงทุน AI ได้เองโดยไม่มีวันสิ้นสุด ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นและโครงสร้างงบดุล
หุ้นกลุ่มหน่วยความจำ (SK Hynix, Samsung, Micron) เป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจาก 'ชิปเฟลชัน' แต่การเทขายสะท้อนถึงความกลัวว่าอำนาจในการตั้งราคาจะถึงจุดสูงสุดแล้ว และยักษ์ใหญ่คลาวด์อาจชะลอหรือลดคำสั่งซื้อลง
มุมมองโต้แย้งของเจฟฟรีย์และคำเตือน 'การทำลายทุน' คริส วูด หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นโลกของเจฟฟรีย์ ได้เผยแพร่มุมมองที่ละเอียดอ่อน :
กรณีมองบวก (ดีล AI ยังใช้ได้):
เจฟฟรีย์โต้แย้งว่าการพุ่งขึ้นของหุ้น AI ยังคง ได้รับการสนับสนุนจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการเติบโตของกำไร ไม่ใช่แค่การเก็งกำไร
ทีมกลยุทธ์เชิงปริมาณของพวกเขาพบว่าผลตอบแทนของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI นั้น backed โดยการขยายตัวของรายได้และกำไรจริง ไม่เหมือนฟองสบู่เทคที่ไม่มีกำไรในช่วงปี 2021–2022
หุ้น AI ขับเคลื่อนมากกว่า 80% ของกำไรของ S&P 500 ในปี 2026 และเจฟฟรีย์มองว่าความเข้มข้นนี้สมเหตุสมผลเมื่อพิจารณาจากผลประกอบการที่ออกมา—ในตอนนี้
วูดเตือนว่า 'ดีล AI' จะจบลงในที่สุด ไม่ใช่เพราะความต้องการชิปลดลงอย่างกะทันหัน แต่เกิดจาก การตระหนักรู้ทั่วทั้งตลาดว่า ยักษ์ใหญ่คลาวด์และห้องทดลอง AI ชั้นนำ (OpenAI, Anthropic) ไม่สามารถได้รับผลตอบแทนที่เพียงพอ จากการใช้จ่ายด้านการลงทุนมหาศาลที่พวกเขากำลังดำเนินการอยู่
เขามองว่ามีความเสี่ยงที่ความอดทนของนักลงทุนจะหมดลงเมื่อเห็นชัดว่า การใช้จ่ายด้าน AI ประมาณ 725,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีไม่ได้สร้างรายได้หรือกำไรตามสัดส่วน ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการประเมินมูลค่าเชิงโครงสร้างใหม่ของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั้งหมด
ความกังวลนี้ชี้ว่าวงจรการใช้จ่ายของยักษ์ใหญ่คลาวด์คล้ายคลึงกับ การสร้างโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งเป็นการลงทุนล่วงหน้าจำนวนมาก โดยมีระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนานและไม่แน่นอน และมีความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่กลายเป็นภาระ
มุมมองของวูด: การเทขายครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับความต้องการ AI ที่ลดลง แต่เกี่ยวกับ ราคาของความต้องการนั้นสูงเกินไป เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้รับในที่สุด
ข้อสรุปที่ตึงเครียด: เจฟฟรีย์เชื่อว่าการซื้อขาย AI ยังคงได้รับการสนับสนุนในระยะใกล้จากโมเมนตัมกำไรที่แท้จริง แต่เตือนว่าหากยักษ์ใหญ่คลาวด์ไม่สามารถสร้างรายได้จากการลงทุนของตนภายในกรอบเวลาที่มองเห็นได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ 'การทำลายทุน' ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน AI—โดยเริ่มจากหุ้นชิปที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการใช้จ่ายครั้งใหญ่นี้
cryptodaily.co.uk
Semis Snap Back After the Sell-Off: Why AI Breadth Still Depends on Capex Confidence
อะไรทำให้หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกร่วง? การเทขายในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายนเป็นจุดสะสมของความกังวลตลอดทั้งสัปดาห์ ปัจจัยสำคัญที่จุดชนวน ได้แก่:
แนวโน้มรายได้ AI ของ Broadcom ที่น่าผิดหวัง ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน: รายได้ที่ขาดไป 700 ล้านดอลลาร์ หรือต่ำกว่าคาดการณ์เพียง 14% ทำให้หุ้น Broadcom ร่วง 22% ในวันเดียว และล้างมูลค่าตลาดชิปทั่วโลกหายไป 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย (SOXX) ร่วง 7.9% ในวันที่ 23 มิถุนายนเพียงวันเดียว
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น หลังจากข้อมูลตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งกดดันหุ้นกลุ่มเติบโตที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย
รายงานที่ว่า OpenAI อาจเลื่อนการเสนอขายหุ้น IPO ออกไปเป็นปี 2027 ทำให้ sentiment ในกลุ่มเทคลดลง
ความกลัวว่าการพุ่งขึ้นของหุ้น AI 'เร็วและแรงเกินไป' ทำให้เกิดคำถามว่าการใช้จ่ายด้านการลงทุน (Capex) มหาศาลจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้หรือไม่
ราคาหุ้นบริษัทชิปยักษ์ใหญ่เป็นอย่างไร? เอเชีย (วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน):
ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ ร่วงมากกว่า 8% ทำให้ต้องหยุดซื้อขายชั่วคราว (circuit breaker)
ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น ทรุดตัวเกือบ 5%
หุ้น Samsung และ SK Hynix เป็นตัวถ่วงน้ำหนักสำคัญ หลังจากหุ้นกลุ่มหน่วยความจำที่พุ่งขึ้น 41% ในเดือนก่อนหน้านี้ ต้องคืนกำไรทั้งหมด
สหรัฐฯ (วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน):
Sandisk ร่วงมากกว่า 10%
Micron Technology ลดลง 7%
Intel ลดลง 2.6%, Arm ลดลง 3.3%, Marvell ลดลง 3.5% ในการซื้อขายช่วงก่อนเปิดตลาด
ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.05% มาอยู่ที่ 7,354 จุด ส่วน ดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 0.24% มาอยู่ที่ 25,297 จุด ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 5 ของทั้งสองดัชนี
เหตุการณ์ 'ชิปเวร็ค' (chip-wreck) ในวงกว้างเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ทำให้ Micron ร่วง 13%, Nvidia สูญเสียมูลค่าตลาดไปกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงหนึ่ง และ Nasdaq ร่วงมากกว่า 4% ในวันเดียว
ค่าใช้จ่าย AI และ 'ชิปเฟลชัน' ที่ขับเคลื่อนความวิตก
'ชิปเฟลชัน' (Chipflation): ผู้ผลิตหน่วยความจำเกาหลีอย่าง Samsung และ SK Hynix ได้ขึ้นราคา DRAM สำหรับเซิร์ฟเวอร์ถึง 60–70% ในปี 2026 เนื่องจากความต้องการจาก AI แซงหน้าอุปทาน ราคาตามสัญญาของ DRAM และ NAND พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่เซิร์ฟเวอร์ AI ดูดซับกำลังการผลิตที่จะไปใช้กับพีซีและสมาร์ทโฟน
การใช้จ่ายของยักษ์ใหญ่คลาวด์กินเงินสดจากการดำเนินงานเกือบทั้งหมด คาดการณ์ว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ในปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 725,000 ล้านดอลลาร์ โดย Alphabet เพียงรายเดียวกู้เงินมา 80,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเปลี่ยนโน้มเรื่องราวจาก 'การเติบโตของ AI' ไปเป็น 'ความยั่งยืนของเงินทุน'
การกู้เงิน 80,000 ล้านดอลลาร์ของ Alphabet ท้าทายสมมติฐานเดิมที่ว่ายักษ์ใหญ่คลาวด์สามารถระดมทุนลงทุน AI ได้เองโดยไม่มีวันสิ้นสุด ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นและโครงสร้างงบดุล
หุ้นกลุ่มหน่วยความจำ (SK Hynix, Samsung, Micron) เป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจาก 'ชิปเฟลชัน' แต่การเทขายสะท้อนถึงความกลัวว่าอำนาจในการตั้งราคาจะถึงจุดสูงสุดแล้ว และยักษ์ใหญ่คลาวด์อาจชะลอหรือลดคำสั่งซื้อลง
มุมมองโต้แย้งของเจฟฟรีย์และคำเตือน 'การทำลายทุน' คริส วูด หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นโลกของเจฟฟรีย์ ได้เผยแพร่มุมมองที่ละเอียดอ่อน :
กรณีมองบวก (ดีล AI ยังใช้ได้):
เจฟฟรีย์โต้แย้งว่าการพุ่งขึ้นของหุ้น AI ยังคง ได้รับการสนับสนุนจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการเติบโตของกำไร ไม่ใช่แค่การเก็งกำไร
ทีมกลยุทธ์เชิงปริมาณของพวกเขาพบว่าผลตอบแทนของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI นั้น backed โดยการขยายตัวของรายได้และกำไรจริง ไม่เหมือนฟองสบู่เทคที่ไม่มีกำไรในช่วงปี 2021–2022
หุ้น AI ขับเคลื่อนมากกว่า 80% ของกำไรของ S&P 500 ในปี 2026 และเจฟฟรีย์มองว่าความเข้มข้นนี้สมเหตุสมผลเมื่อพิจารณาจากผลประกอบการที่ออกมา—ในตอนนี้
วูดเตือนว่า 'ดีล AI' จะจบลงในที่สุด ไม่ใช่เพราะความต้องการชิปลดลงอย่างกะทันหัน แต่เกิดจาก การตระหนักรู้ทั่วทั้งตลาดว่า ยักษ์ใหญ่คลาวด์และห้องทดลอง AI ชั้นนำ (OpenAI, Anthropic) ไม่สามารถได้รับผลตอบแทนที่เพียงพอ จากการใช้จ่ายด้านการลงทุนมหาศาลที่พวกเขากำลังดำเนินการอยู่
เขามองว่ามีความเสี่ยงที่ความอดทนของนักลงทุนจะหมดลงเมื่อเห็นชัดว่า การใช้จ่ายด้าน AI ประมาณ 725,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีไม่ได้สร้างรายได้หรือกำไรตามสัดส่วน ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการประเมินมูลค่าเชิงโครงสร้างใหม่ของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั้งหมด
ความกังวลนี้ชี้ว่าวงจรการใช้จ่ายของยักษ์ใหญ่คลาวด์คล้ายคลึงกับ การสร้างโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งเป็นการลงทุนล่วงหน้าจำนวนมาก โดยมีระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนานและไม่แน่นอน และมีความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่กลายเป็นภาระ
มุมมองของวูด: การเทขายครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับความต้องการ AI ที่ลดลง แต่เกี่ยวกับ ราคาของความต้องการนั้นสูงเกินไป เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้รับในที่สุด
ข้อสรุปที่ตึงเครียด: เจฟฟรีย์เชื่อว่าการซื้อขาย AI ยังคงได้รับการสนับสนุนในระยะใกล้จากโมเมนตัมกำไรที่แท้จริง แต่เตือนว่าหากยักษ์ใหญ่คลาวด์ไม่สามารถสร้างรายได้จากการลงทุนของตนภายในกรอบเวลาที่มองเห็นได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ 'การทำลายทุน' ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน AI—โดยเริ่มจากหุ้นชิปที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการใช้จ่ายครั้งใหญ่นี้
cryptodaily.co.uk
Semis Snap Back After the Sell-Off: Why AI Breadth Still Depends on Capex Confidence