ไม่มีที่ไหนที่ได้รับความเสียหายรุนแรงเท่ากับเกาหลีใต้ ในวันที่ 23 มิถุนายน ดัชนี KOSPI ปิดที่ 8,203.84 จุด ลดลงถึง 910.71 จุด หรือถึง 9.99% ในวันเดียว ในช่วงการซื้อขายช่วงบ่าย ดัชนีร่วงลงมากกว่า 8% ภายในหนึ่งนาที ทำให้เกิดการหยุดซื้อขายชั่วคราวระดับ 1 (Level 1 Circuit Breaker) เวลา 14:33 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยระงับการซื้อขายทั้งหมดเป็นเวลา 20 นาที
หลังจากยกเลิกมาตรการหยุดซื้อขาย แรงขายก็กลับมาอีกครั้งและดัชนีก็ขยายการขาดทุนไปถึงเกือบ 10%
หุ้น Samsung Electronics ร่วงลง 7.5% และ SK Hynix ร่วงลงกว่า 10% ในวันนั้น
นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นใน KOSPI รวมมูลค่ากว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในวันที่ 23 มิถุนายนเพียงวันเดียว
ก่อนหน้านี้ KOSPI เคยปรับตัวขึ้นมากกว่าเท่าตัวในปี 2026 ก่อนที่จะเกิดการล่มสลาย และความผันผวนที่รุนแรงนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของหุ้นมีม (Meme Stocks)
การล่มสลายของตลาดเกิดใหม่ครั้งนี้ไม่ใช่วิกฤตแบบทั่วไป แต่เป็นผลพวงจากความเสี่ยงที่มีการกระจุกตัวสูงมากซึ่งซ่อนอยู่ในดัชนีมาตรฐานที่ถูกออกแบบให้มีความหลากหลาย ไต้หวัน (~26%) และเกาหลีใต้ (~23%) รวมกันมีน้ำหนักประมาณ 49% ของดัชนี MSCI Emerging Markets ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของดัชนีทั้งหมด รายงานของ Marquette Associates โดยใช้ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2026 แสดงให้เห็นว่าน้ำหนักของไต้หวันในดัชนีแซงหน้าจีนแล้ว โดยมีสาเหตุหลักมาจากบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
หุ้นเซมิคอนดักเตอร์เพียงสามตัว ได้แก่ Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC), Samsung Electronics และ SK Hynix ปัจจุบันมีน้ำหนักรวมกันประมาณ 24% ของดัชนี MSCI EM ทั้งหมด
ในแง่ของหมวดอุตสาหกรรม กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) เพียงหมวดเดียวมีส่วนทำให้ดัชนีมีผลตอบแทนถึง +25.19 จุดเปอร์เซ็นต์ จากผลตอบแทนทั้งหมด +25.61% ของดัชนีตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งหมายความว่าผลตอบแทนของดัชนี EM ทั้งหมดนั้นมาจากหมวดอุตสาหกรรมเดียวและธีมเดียวเป็นหลัก
ดัชนี MSCI Emerging Markets Asia ซึ่งมีความเข้มข้นมากกว่านั้นอีก โดยไต้หวันและเกาหลีใต้มีสัดส่วนประมาณ 60% ของดัชนี
การกระจุกตัวนี้สร้างความเปราะบางที่ถูกพูดถึงมานานก่อนเกิดวิกฤต ผู้จัดการกองทุน EM หลายรายเริ่มปะทะกับขีดจำกัดภายในของกองทุนเกี่ยวกับการถือหุ้นรายตัวและการกระจุกตัวของหมวดอุตสาหกรรม เนื่องจาก TSMC, Samsung และ SK Hynix มีอิทธิพลเหนือพอร์ตมากเกินไป เมื่อกระแสหุ้น AI กลับทิศ แรงเทขายก็ถูกขยายผลเพราะกองทุนเชิงรับ (Passive Funds), กองทุน ETF แบบมีเลเวอเรจ และผู้จัดการกองทุนที่ถูกบังคับโดยข้อกำหนด ต่างต้องเทขายพร้อมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไม่มีการกระจายความเสี่ยงภายในดัชนีที่จะช่วยรองรับแรงกระแทกได้ การเทขายหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่เริ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์เป็นชนวน และการขาดความหลากหลายของดัชนี EM ทำให้การเทขายตามหมวดอุตสาหกรรมกลายเป็นการล่มสลายของตลาด EM ในวงกว้าง
ตามที่นักวิเคราะห์หลายคนชี้ให้เห็น ดัชนี EM ได้กลายเป็น 'การเดิมพันเดียว' ไปแล้ว นั่นคือการเดิมพันแบบมีเลเวอเรจต่อความต้องการชิป AI และทำให้เสี่ยงต่อการประเมินมูลค่าใหม่ที่วอลล์สตรีทเป็นผู้จุดชนวนในปลายเดือนมิถุนายนอย่างรุนแรง
บทสรุป: การเทขายครั้งใหญ่ในตลาดเกิดใหม่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานของตลาดเกิดใหม่ แต่เป็นการเทขายหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่กระจุกตัว ซึ่งเริ่มจากวอลล์สตรีท และถูกขยายผลด้วยการกระจุกตัวของดัชนีที่รุนแรง (ไต้หวัน + เกาหลีใต้ = ประมาณ 49% ของ MSCI EM Index) ทำให้การเทขายหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ กลายเป็นเหตุการณ์ที่ต้องหยุดซื้อขายในโซล และทำให้ดัชนี EM ร่วงลงถึง 3.9% ในวันเดียว
Comments
0 comments