แคลเซียมและโปรตีนในโยเกิร์ตทำงานร่วมกันเพื่อช่วยรักษาความหนาแน่นของกระดูก การบริโภคโยเกิร์ตเป็นประจำสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของโรคกระดูกพรุน วิตามินบี 12 ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และโพแทสเซียมที่พบในโยเกิร์ตก็มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพกระดูกเช่นกัน
โยเกิร์ตที่มีโพรไบโอติกส์ (จุลินทรีย์มีชีวิต) ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียดีในลำไส้ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการย่อยอาหาร การดูดซึมสารอาหาร และระบบภูมิคุ้มกัน งานวิจัยพบว่าโพรไบโอติกส์อาจช่วยลดอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) และลดการอักเสบในลำไส้
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่าการบริโภคโยเกิร์ตและนมหมักอื่น ๆ สัมพันธ์กับประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงความเสี่ยงที่ลดลงของความดันโลหิตสูงและคอเลสเตอรอลสูง โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมในโยเกิร์ตช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
โปรตีนในโยเกิร์ตช่วยเพิ่มความรู้สึกอิ่ม ซึ่งอาจช่วยลดปริมาณแคลอรีที่กินในมื้อถัดไป การบริโภคโยเกิร์ตสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคอ้วนที่ลดลง แต่ประโยชน์นี้ขึ้นอยู่กับประเภทของโยเกิร์ตและภาพรวมของอาหารที่กิน
กระบวนการหมักนมเป็นโยเกิร์ตช่วยลดปริมาณแลคโตส และจุลินทรีย์มีชีวิตบางชนิดยังช่วยย่อยแลคโตสที่เหลืออยู่ ทำให้ผู้ที่แพ้แลคโตสหลายคนสามารถกินโยเกิร์ตได้โดยไม่เกิดอาการไม่สบายท้อง
ทางเลือกที่ดีที่สุดคือ โยเกิร์ตรสจืด (plain) ที่ไม่เติมน้ำตาล และมีจุลินทรีย์มีชีวิต (live cultures) โยเกิร์ตกรีก (Greek yogurt) เป็นตัวเลือกที่ดีเพราะมีโปรตีนสูงกว่าโยเกิร์ตทั่วไปเกือบสองเท่า หลีกเลี่ยงโยเกิร์ตที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมหลักหรือมีรสผลไม้สังเคราะห์ เพราะอาจได้รับน้ำตาลเกินความจำเป็นโดยไม่รู้ตัว
โดยรวมแล้ว โยเกิร์ตเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหาร และมีงานวิจัยสนับสนุนประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน เมื่อเลือกกินอย่างถูกต้อง โยเกิร์ตก็เป็นส่วนหนึ่งของอาหารเพื่อสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยม
Comments
0 comments