| ประเด็น | รายละเอียด |
|---|---|
| คำมั่นหยุดยิง | คู่สัญญาย้ำถึงการยุติการสู้รบ โดยขึ้นอยู่กับการหยุดยิงโดยสมบูรณ์และการดำเนินงานตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1701 อย่างเป็นระยะ |
| การส่งกำลังทหารเลบานอน | จัดตั้ง "เขตนำร่อง" (pilot zones) ในเลบานอนตอนใต้ ซึ่งกองทัพเลบานอน (LAF) จะเป็นผู้ควบคุมความปลอดภัยแต่เพียงผู้เดียว โดยให้กองกำลังฮิซบอลเลาะห์ถอนกำลังออกไป |
| เส้นทางการเจรจา | กลไกการเจรจาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถอนทหาร IDF จากเลบานอนใต้ การปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ และการปักปันเขตแดน |
| บทบาทไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ | สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้ค้ำประกันและคนกลางในการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป |
รายละเอียดสำคัญ เช่น กรอบเวลาการถอนทหาร IDF กระบวนการปลดอาวุธ และการยุติเขตแดนถาวร ถูกตั้งใจให้อยู่ในระหว่างการเจรจาครั้งต่อๆ ไป
ท่าทีของอิสราเอล (เนทันยาฮู): ไม่กี่ชั่วโมงหลังการลงนาม นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูประกาศว่ากองทหารอิสราเอลจะยังคงอยู่ในเลบานอนตอนใต้ จนกว่าฮิซบอลเลาะห์จะถูกปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์ — เงื่อนไขที่ฮิซบอลเลาะห์ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ เยเคียล ไลเตอร์ เสริมว่าอิสราเอลจะคงเขตกันชนไว้จนกว่ากองทัพเลบานอน (LAF) จะแสดงให้เห็นว่าสามารถ dismantle ฮิซบอลเลาะห์ได้
การปฏิเสธของฮิซบอลเลาะห์: เลขาธิการฮิซบอลเลาะห์ นาอิม กัสเซม เรียกข้อตกลงกรอบนี้ว่า "ไร้สาระ น่าอัปยศอดสู และน่ารังเกียจ" และเรียกร้องให้ "อิสราเอลต้องถอนกำลังอย่างไม่มีเงื่อนไข" ฮิซบอลเลาะห์เตือนว่าความพยายามใดๆ ของทางการเลบานอนในการบังคับใช้ข้อตกลงนี้จะ จุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมือง
ทางตันหลัก: รัฐบาลเลบานอนให้ความสำคัญกับการถอนกำลังของอิสราเอลจากภาคใต้โดยสมบูรณ์ ในขณะที่อิสราเอลให้ความสำคัญกับการปลดอาวุธของฮิซบอลเลาะห์ ไม่มีเงื่อนไขใดที่ฝ่ายตรงข้ามยอมรับได้ และความสามารถทางทหารของฮิซบอลเลาะห์ไม่ได้ถูกทำลายลงมากพอในความขัดแย้งครั้งก่อนที่จะบังคับให้ยอมตาม
1. บันทึกความเข้าใจสหรัฐฯ–อิหร่าน 14 ข้อ (Islamabad Memorandum)
เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ในวันที่ 17-19 มิถุนายน 2026 สหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) จำนวน 14 ข้อ (มักเรียกว่า Islamabad Memorandum) ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ โดยมีกาตาร์และปากีสถานเป็นคนกลาง บันทึกนี้กำหนดให้มีการหยุดยิงทันทีในสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ยกเลิกการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ ต่อท่าเรืออิหร่าน และกำหนดกรอบเวลา 60 วันสำหรับการเจรจานิวเคลียร์อย่างครอบคลุม การผ่อนคลายความตึงเครียดในวงกว้างระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านนี้เป็นแรงหนุนทางการทูตสำหรับการเจรจาอิสราเอล-เลบานอน — แต่ก็ทำให้ซับซ้อนขึ้นเช่นกัน เนื่องจากฮิซบอลเลาะห์เป็นตัวแทนหลักของอิหร่าน และ MoU ไม่ได้กำหนดให้ฮิซบอลเลาะห์ต้องปลดอาวุธอย่างชัดแจ้ง
2. การยุติภารกิจของ UNIFIL และแผนการเปลี่ยนผ่าน
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติลงมติในเดือนสิงหาคม 2025 ให้ขยายวาระของ UNIFIL เป็น ครั้งสุดท้าย สิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2026 โดยจะมีการลดกำลังพลและถอนกำลังอย่างเป็นระบบจนถึงปี 2027 อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติเสนอให้มีกองกำลังสหประชาชาติชุดใหม่ในเลบานอนใต้เพื่อแทนที่ UNIFIL โดยมีหน้าที่ตรวจสอบพรมแดน สนับสนุนกองทัพเลบานอน (LAF) และป้องกันการสู้รบที่เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการอนุมัติวาระใหม่ ซึ่งสร้าง ช่องว่างด้านความมั่นคง ขึ้นในเวลาที่ข้อตกลงกรอบเรียกร้องให้กองทัพเลบานอนควบคุมเขตนำร่อง
3. รายงานที่ขัดแย้งเกี่ยวกับข้อจำกัดปฏิบัติการของ IDF
แหล่งข่าวหลายแห่งระบุว่า ในขณะที่มีการลงนามข้อตกลงกรอบ กองทัพ IDF ยังคงปฏิบัติการในเลบานอนใต้ต่อไป โดยคงเขตกันชนของตนไว้ รายงานต่าง ๆ แตกต่างกันว่า IDF ได้จำกัดปฏิบัติการของตนอย่างเป็นทางการภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลงใหม่นี้หรือไม่ เจ้าหน้าที่อิสราเอลยืนยันว่าไม่มีข้อจำกัดที่แท้จริงใด ๆ จนกว่าฮิซบอลเลาะห์จะปลดอาวุธ ในขณะที่รัฐบาลเลบานอนยืนยันว่าข้อตกลงนี้บ่งบอกถึงการถอนกำลังของ IDF แบบเป็นระยะ ความขัดแย้งนี้ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข
| ประเด็น | รายละเอียด |
|---|---|
| คำมั่นหยุดยิง | คู่สัญญาย้ำถึงการยุติการสู้รบ โดยขึ้นอยู่กับการหยุดยิงโดยสมบูรณ์และการดำเนินงานตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1701 อย่างเป็นระยะ |
| การส่งกำลังทหารเลบานอน | จัดตั้ง "เขตนำร่อง" (pilot zones) ในเลบานอนตอนใต้ ซึ่งกองทัพเลบานอน (LAF) จะเป็นผู้ควบคุมความปลอดภัยแต่เพียงผู้เดียว โดยให้กองกำลังฮิซบอลเลาะห์ถอนกำลังออกไป |
| เส้นทางการเจรจา | กลไกการเจรจาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถอนทหาร IDF จากเลบานอนใต้ การปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ และการปักปันเขตแดน |
| บทบาทไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ | สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้ค้ำประกันและคนกลางในการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป |
รายละเอียดสำคัญ เช่น กรอบเวลาการถอนทหาร IDF กระบวนการปลดอาวุธ และการยุติเขตแดนถาวร ถูกตั้งใจให้อยู่ในระหว่างการเจรจาครั้งต่อๆ ไป
ท่าทีของอิสราเอล (เนทันยาฮู): ไม่กี่ชั่วโมงหลังการลงนาม นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูประกาศว่ากองทหารอิสราเอลจะยังคงอยู่ในเลบานอนตอนใต้ จนกว่าฮิซบอลเลาะห์จะถูกปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์ — เงื่อนไขที่ฮิซบอลเลาะห์ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ เยเคียล ไลเตอร์ เสริมว่าอิสราเอลจะคงเขตกันชนไว้จนกว่ากองทัพเลบานอน (LAF) จะแสดงให้เห็นว่าสามารถ dismantle ฮิซบอลเลาะห์ได้
การปฏิเสธของฮิซบอลเลาะห์: เลขาธิการฮิซบอลเลาะห์ นาอิม กัสเซม เรียกข้อตกลงกรอบนี้ว่า "ไร้สาระ น่าอัปยศอดสู และน่ารังเกียจ" และเรียกร้องให้ "อิสราเอลต้องถอนกำลังอย่างไม่มีเงื่อนไข" ฮิซบอลเลาะห์เตือนว่าความพยายามใดๆ ของทางการเลบานอนในการบังคับใช้ข้อตกลงนี้จะ จุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมือง
ทางตันหลัก: รัฐบาลเลบานอนให้ความสำคัญกับการถอนกำลังของอิสราเอลจากภาคใต้โดยสมบูรณ์ ในขณะที่อิสราเอลให้ความสำคัญกับการปลดอาวุธของฮิซบอลเลาะห์ ไม่มีเงื่อนไขใดที่ฝ่ายตรงข้ามยอมรับได้ และความสามารถทางทหารของฮิซบอลเลาะห์ไม่ได้ถูกทำลายลงมากพอในความขัดแย้งครั้งก่อนที่จะบังคับให้ยอมตาม
1. บันทึกความเข้าใจสหรัฐฯ–อิหร่าน 14 ข้อ (Islamabad Memorandum)
เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ในวันที่ 17-19 มิถุนายน 2026 สหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) จำนวน 14 ข้อ (มักเรียกว่า Islamabad Memorandum) ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ โดยมีกาตาร์และปากีสถานเป็นคนกลาง บันทึกนี้กำหนดให้มีการหยุดยิงทันทีในสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ยกเลิกการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ ต่อท่าเรืออิหร่าน และกำหนดกรอบเวลา 60 วันสำหรับการเจรจานิวเคลียร์อย่างครอบคลุม การผ่อนคลายความตึงเครียดในวงกว้างระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านนี้เป็นแรงหนุนทางการทูตสำหรับการเจรจาอิสราเอล-เลบานอน — แต่ก็ทำให้ซับซ้อนขึ้นเช่นกัน เนื่องจากฮิซบอลเลาะห์เป็นตัวแทนหลักของอิหร่าน และ MoU ไม่ได้กำหนดให้ฮิซบอลเลาะห์ต้องปลดอาวุธอย่างชัดแจ้ง
2. การยุติภารกิจของ UNIFIL และแผนการเปลี่ยนผ่าน
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติลงมติในเดือนสิงหาคม 2025 ให้ขยายวาระของ UNIFIL เป็น ครั้งสุดท้าย สิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2026 โดยจะมีการลดกำลังพลและถอนกำลังอย่างเป็นระบบจนถึงปี 2027 อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติเสนอให้มีกองกำลังสหประชาชาติชุดใหม่ในเลบานอนใต้เพื่อแทนที่ UNIFIL โดยมีหน้าที่ตรวจสอบพรมแดน สนับสนุนกองทัพเลบานอน (LAF) และป้องกันการสู้รบที่เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการอนุมัติวาระใหม่ ซึ่งสร้าง ช่องว่างด้านความมั่นคง ขึ้นในเวลาที่ข้อตกลงกรอบเรียกร้องให้กองทัพเลบานอนควบคุมเขตนำร่อง
3. รายงานที่ขัดแย้งเกี่ยวกับข้อจำกัดปฏิบัติการของ IDF
แหล่งข่าวหลายแห่งระบุว่า ในขณะที่มีการลงนามข้อตกลงกรอบ กองทัพ IDF ยังคงปฏิบัติการในเลบานอนใต้ต่อไป โดยคงเขตกันชนของตนไว้ รายงานต่าง ๆ แตกต่างกันว่า IDF ได้จำกัดปฏิบัติการของตนอย่างเป็นทางการภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลงใหม่นี้หรือไม่ เจ้าหน้าที่อิสราเอลยืนยันว่าไม่มีข้อจำกัดที่แท้จริงใด ๆ จนกว่าฮิซบอลเลาะห์จะปลดอาวุธ ในขณะที่รัฐบาลเลบานอนยืนยันว่าข้อตกลงนี้บ่งบอกถึงการถอนกำลังของ IDF แบบเป็นระยะ ความขัดแย้งนี้ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข