ประเด็นหลักของ CES เดือนพฤษภาคม 2025 มีดังนี้
โดยทั่วไป ความคาดหวังระยะสั้นมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน อาหาร และข่าวเศรษฐกิจในปัจจุบันมากกว่าความคาดหวังระยะยาว ขณะที่ความคาดหวังระยะ 5 ปีซึ่งค่อนข้างทรงตัวใกล้เป้าหมายเงินเฟ้อของ ECB ช่วยสะท้อนว่า ผู้บริโภคยังไม่ได้มองว่าเงินเฟ้อจะหลุดจากกรอบในระยะยาวอย่างถาวร
ECB ยังระบุใน Economic Bulletin ว่า ความคาดหวังเงินเฟ้อระยะสั้นลดลงทั้งในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2025 ซึ่งเป็นการกลับทิศจากการปรับขึ้นในช่วงก่อนหน้า
ข้อมูลความคาดหวังของผู้บริโภคไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว ในเดือนพฤษภาคม 2025 เงินเฟ้อทั่วไปของยูโรโซนอยู่ที่ 1.9% ต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024
เดือนถัดมา เงินเฟ้อขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% โดยราคาพลังงานที่สูงขึ้นมีส่วนชดเชยการชะลอตัวของราคาอาหาร แม้ราคาพลังงานยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในบริบทดังกล่าว ตลาดและนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า กระบวนการชะลอเงินเฟ้อยังเดินหน้า และ ECB ยังไม่มีแรงกดดันทันทีให้ต้องกลับไปขึ้นดอกเบี้ย ตลอดปี 2025 ธนาคารกลางยุโรปเดินหน้าผ่อนคลายนโยบาย และลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงมาอยู่ที่ 2% ในเดือนมิถุนายน
ดังนั้น ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2025 ความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมจึงถูกมองว่ามีน้ำหนักมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ย
ความผ่อนคลายของความคาดหวังเงินเฟ้อในปี 2025 ไม่ได้หมายความว่าเงินเฟ้อจะหมดความเสี่ยง ปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ สามารถเปลี่ยนแนวโน้มได้อย่างรวดเร็ว
ในเดือนเมษายน 2026 เงินเฟ้อทั่วไปของยูโรโซนเร่งขึ้นเป็น 3.2% โดยมีราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากผลกระทบของความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านและตลาดน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติโลก
เงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงานก็เพิ่มขึ้นเป็น 2.5% ในเดือนเดียวกัน สะท้อนว่าต้นทุนพลังงานเริ่มส่งผ่านไปยังภาคบริการและราคาสินค้าอื่น ๆ
ภาวะนี้ทำให้ประเด็นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมันที่ผันผวนอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเสี่ยงที่แรงกดดันด้านราคาจะขยายวงกว้างและฝังตัวอยู่ในเศรษฐกิจ
เมื่อเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในหลายประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของยูโรโซน ตลาดจึงเริ่มคาดว่า ECB อาจต้องกลับมาใช้นโยบายเข้มงวดอีกครั้ง
วันที่ 11 มิถุนายน 2026 คณะกรรมการกำกับนโยบายการเงินของ ECB มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลักทั้ง 3 อัตรา 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี และถือเป็นการหันกลับจากวัฏจักรการผ่อนคลายที่ดำเนินมาตลอดช่วงสำคัญของปี 2025
ในแถลงการณ์ ECB ระบุโดยตรงว่า สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และให้เหตุผลว่าการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยยังมีความเหมาะสมภายใต้หลายฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น
คริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB ปกป้องการตัดสินใจดังกล่าว โดยชี้ว่าเงินเฟ้อด้านพลังงานที่สูงถึง 10.9% กำลังขยายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่คือแนวโน้มเงินเฟ้อโดยรวมและแรงกดดันพื้นฐานที่ตามมา
แม้ราคาพลังงานจะเริ่มผ่อนคลายหลังมีข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ปิแอร์ วุนช์ สมาชิกคณะกรรมการ ECB ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2026 หากพบสัญญาณว่าเงินเฟ้อขยายตัวออกไปนอกภาคพลังงาน
ผลสำรวจ ECB เดือนพฤษภาคม 2025 สะท้อนว่า ผู้บริโภคเริ่มมองเงินเฟ้อในระยะใกล้ดีขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อจริงลดลงมาอยู่ใกล้หรือต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ภาพดังกล่าวสนับสนุนการลดดอกเบี้ยและแนวคิดว่ากระบวนการชะลอเงินเฟ้อกำลังประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในปี 2026 แสดงให้เห็นข้อจำกัดของการคาดการณ์ที่อิงข้อมูลในช่วงเวลาหนึ่ง ภาวะช็อกจากราคาพลังงานซึ่งเกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถพลิกแนวโน้มเงินเฟ้อได้ในเวลาไม่นาน และบีบให้ ECB ต้องเปลี่ยนจากการผ่อนคลายมาเป็นการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง
บทเรียนสำคัญจึงมีสองด้าน: ต้องอ่านตัวเลข CES ให้ตรงกับเดือนและปี และต้องไม่มองข้ามความเสี่ยงจากพลังงานกับเหตุการณ์ระหว่างประเทศ ซึ่งอาจกำหนดทิศทางนโยบายการเงินได้พอ ๆ กับตัวเลขเงินเฟ้อในประเทศ