การร่วงลงครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2026 ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามอิหร่านกำลังร้อนระอุ ราคาน้ำมันอูราลส์เคยพุ่งสูงถึง 116 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ที่ท่าเรือบอลติก และ 114 ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ท่าเรือทะเลดำ อย่างไรก็ตาม ราคาที่พุ่งสูงจากสงครามนั้นอยู่ได้ไม่นาน ก่อนหน้านั้น ในเดือนธันวาคม 2025 ราคาน้ำมันอูราลส์เคยร่วงลงต่ำถึง 39.18 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ภายใต้แรงกดดันจากการคว่ำบาตรรอบใหม่ของสหรัฐฯ และส่วนลดที่สูงเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับน้ำมันเบรนท์
รัฐบาลรัสเซีย โดยกระทรวงการคลัง ได้จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2026 โดยใช้สมมติฐานราคาน้ำมันอูราลส์เฉลี่ยที่ 59 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อันตอน ซิลูอานอฟ กล่าวไว้ในเดือนกันยายน 2025 แหล่งข่าวจากสำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์ยืนยันว่า "กระทรวงการคลังของรัสเซียกำลังใช้ราคาน้ำมันอูราลส์ที่ 59 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในการร่างงบประมาณของรัฐบาลกลาง"
เมื่อราคาอยู่ที่ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หมายความว่าน้ำมันทุกรุ่นที่ส่งออกสร้างรายได้น้อยกว่าที่รัฐบาลวางแผนไว้ประมาณ 15%
นี่คือตัวแปรสำคัญที่สุดที่ทำให้ราคาน้ำมันร่วงลงในช่วงเวลาดังกล่าว:
เมื่อวันที่ 14-15 มิถุนายน 2026 สหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามใน บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) เพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน และเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์สัญจรได้อีกครั้ง การประกาศดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งลงทันที โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงประมาณ 4.9% มาอยู่ที่ 83 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในวันที่ 15 มิถุนายน ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ก็ร่วงลงเช่นกัน
เรือบรรทุกน้ำมันเริ่มแล่นผ่านช่องแคบอีกครั้งในวันที่ 19 มิถุนายน ภายใต้ข้อตกลงชั่วคราว ทำให้อิหร่านสามารถส่งน้ำมันดิบออกสู่ตลาดโลกได้อีกครั้ง S&P Global รายงานว่า "ความคาดหวังในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งภายใต้ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน" เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันตกต่ำ และแม้ตลาดน้ำมันจริงจะยังคงตึงตัวจนถึงช่วงฤดูร้อน แต่บรรยากาศด้านอุปทานส่วนเกินได้เปลี่ยนไปแล้ว
เดอะการ์เดียนระบุว่าตลาดตอบรับในเชิงบวกต่อความหวังว่าข้อตกลงนี้จะแก้ไข "วิกฤตการณ์ด้านอุปทานพลังงานที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาด"
เนื่องจากสงครามอิหร่านก่อนหน้านี้ได้ทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซ LNG ทั่วโลกหายไปจากตลาดประมาณ 20% (BBC) การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งจึงเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ทางด้านอุปทานที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลง
ก่อนที่ราคาน้ำมันอูราลส์จะร่วงลงมาอยู่ที่ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ฐานะการคลังของรัสเซียก็ตึงตัวอยู่แล้ว:
ในเดือนพฤษภาคม 2026 รัฐบาลรัสเซียปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปี 2026 ลงอย่างมาก โดยรองนายกรัฐมนตรี อเล็กซานเดอร์ โนวัค กล่าวว่ารัฐบาลคาดว่าการเติบโตจะอยู่ที่ เพียง 1% หรือต่ำกว่านั้น โดยอ้างถึงรายได้จากน้ำมันที่อ่อนแอ เงินเฟ้อที่สูง และรายจ่ายสงครามที่หนักหน่วง
ธนาคารแห่งฟินแลนด์ (BOFIT) คาดการณ์ในเดือนมิถุนายน 2026 ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัสเซียในปีนี้จะอยู่ที่ ประมาณ 1% และจะชะลอตัวลงอีกในปี 2027-2028 เมื่อผลประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงเริ่มหมดไป
ธนาคารโลก (World Bank) ในรายงานล่าสุดเกี่ยวกับรัสเซีย ระบุว่าสถานะทางการคลัง "ทรุดตัวลงอย่างชัดเจน" ในปี 2025 รายได้จากน้ำมันลดลง 30% และแนวโน้มปี 2026 ขึ้นอยู่กับทิศทางของราคาน้ำมันเป็นอย่างมาก
กลุ่มวิจัย BISI (UK-based) รายงานว่ากระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจของรัสเซียได้เผยแพร่การคาดการณ์ที่ "ตรงไปตรงมาอย่างน่าประหลาดใจ" โดยปรับลดคาดการณ์ GDP และลดการคาดการณ์การลงทุนลง
ราคาน้ำมันอูราลส์ที่ประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะนี้ต่ำกว่าสมมติฐานงบประมาณถึง 9 ดอลลาร์สหรัฐฯ ข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเป็นสาเหตุโดยตรงของการร่วงลงครั้งนี้ ขณะที่รัสเซียก็กำลังเผชิญกับการขาดดุลงบประมาณที่บานปลายอยู่ก่อนแล้ว รัฐบาลได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ลงเหลือประมาณ 1% แล้ว และสถานการณ์ทางการคลังมีแนวโน้มแย่ลงไปอีกเว้นแต่ราคาน้ำมันจะฟื้นตัว ซึ่งมีแนวโน้มต่ำเมื่ออุปทานจากอิหร่านกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้น
Comments
0 comments