ต่อไปนี้คือการวิเคราะห์เชิงลึกถึงสาเหตุที่ทำให้ราคาทองแดงปรับตัวลดลง จุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจับตาในวันที่ 30 มิถุนายน และกลยุทธ์ของบริษัทจีนแห่งหนึ่งที่เปลี่ยนวิกฤตภาษีให้เป็นโอกาส
1. เฟดส่งสัญญาณ Hawkish และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า
ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ปรับตัวขึ้นเกือบ 1% ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 24 มิถุนายน ขณะที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แต่ส่งสัญญาณสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ส่งผลให้ราคาทองแดงในตลาดโลหะลอนดอน (LME) ร่วงลงมากถึง 2.1% ในวันเดียว ภายในวันที่ 23 มิถุนายน ราคาทองแดง LME ลดลง 1.36% มาอยู่ที่ 13,463 ดอลลาร์ต่อตัน จากความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์ เช่น ทองแดง มีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่น ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นก็ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
2. อุปสงค์จากจีนอ่อนแอ
แม้ผู้ซื้อชาวจีนจะเริ่มเข้าซื้อในช่วงที่ราคาตก (buy the dip) แต่ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคโดยรวม — โดยเฉพาะความกลัวการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากความขัดแย้งในอิหร่าน — ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อความคาดหวังด้านอุปสงค์จากผู้บริโภคทองแดงรายใหญ่ที่สุดของโลก เจพีมอร์แกน (J.P. Morgan) คาดการณ์ว่าราคาทองแดงอาจร่วงลงไปถึง 11,100–11,200 ดอลลาร์ต่อตันในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
3. ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพ ได้เพิ่มความเสี่ยงที่อาจทำให้อุปสงค์ถูกทำลาย (demand destruction) โดยนักลงทุนกังวลถึงผลกระทบแบบลูกโซ่ที่นำไปสู่ภาวะถดถอย สงครามในอิหร่านยังได้ส่งผลกระทบต่ออุปทานกำมะถันทั่วโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตทองแดงอีกด้วย
4. ความไม่แน่นอนด้านภาษีที่กดดันความเชื่อมั่น
ส่วนต่างราคา CME (CME duty-paid premium) ที่เคยปรับตัวสูงขึ้นในปี 2025 จากการคาดการณ์ว่าจะมีการจัดเก็บภาษีนำเข้าทองแดงกลั่นของสหรัฐฯ ได้ลดลงไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2026 ขณะที่ตลาดประเมินความเป็นไปได้และช่วงเวลาของการจัดเก็บภาษีเหล่านั้นอีกครั้ง ความไม่แน่นอนนี้ทำให้นักเทรดประเมินความเสี่ยงได้ยาก
ภาษีมาตรา 232 ปัจจุบัน 50%
ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2026 เป็นต้นมา ภาษีเพื่อความมั่นคงแห่งชาติในอัตรา 50% ได้ถูกนำมาใช้กับทองแดงกลั่น (refined copper) แคโทดทองแดง (copper cathode) และผลิตภัณฑ์อนุพันธ์จากทองแดง นอกจากนี้ ยังมีประกาศประธานาธิบดีเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2026 เพื่อปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ก่อนการทบทวนนโยบายที่จะมาถึง
จุดเปลี่ยนสำคัญ
วันที่ 30 มิถุนายน 2026 เป็นวันที่รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ต้องส่งรายงานการประเมินตลาดและข้อเสนอแนะด้านภาษีให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์ การทบทวนครั้งนี้คาดว่าจะเสนอให้ใช้ มาตรการภาษีนำเข้าทองแดงกลั่นแบบเป็นขั้นบันได (phased tariff) — โดยอาจเริ่มต้นที่ 15% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 และเพิ่มขึ้นเป็น 30% ภายในเดือนมกราคม 2028 นี่คือตัวแปรระยะสั้นที่มีผลกระทบมากที่สุดต่อตลาดทองแดง
ทำไมถึงสำคัญ
ทองแดงกลั่นถูกแยกออกจากมาตรการภาษีครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2025 อย่างจงใจ การทบทวนครั้งนี้จะตัดสินว่าจะนำทองแดงกลั่นเข้ามาอยู่ในข่ายภาษีหรือไม่ และจะทำในรูปแบบใด ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจเปลี่ยนแปลงกระแสการนำเข้าของสหรัฐฯ ส่วนต่างราคาทองแดงทั่วโลก และส่วนต่างราคาระหว่างตลาด CME และ LME อย่างมีนัยสำคัญ
แม้ราคาจะร่วงลง แต่ภาพรวมของอุปทานยังคงตึงตัว การหยุดชะงักของอุปทานจากเหมืองและความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ข้อมูล AI และระบบโครงข่ายไฟฟ้ายังคงเป็นปัจจัยพยุงราคา — ราคาทองแดงยังคงสูงกว่าปีที่แล้วมากกว่า 40% ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ความกลัวเศรษฐกิจมหภาคกำลังมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยพื้นฐานเหล่านั้นในขณะนี้
ส่วนต่างราคา CME ที่สูงกว่า LME ได้ลดลงแล้ว ขณะที่ตลาดประเมินโอกาสในการจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ใหม่ โดยเหตุผลการพึ่งพาการนำเข้าดูจะมีน้ำหนักน้อยลง หลังจากที่สหรัฐฯ มีสต็อกทองแดงจำนวนมาก
โรงงานฮูสตันใกล้กำลังผลิตสูงสุด
เจ้อเจียง ไห่เหลียง (Zhejiang Hailiang) ผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ของจีน ดำเนินกิจการโรงผลิตท่อและแท่งทองแดงในนครฮูสตัน ซึ่งกำลัง เข้าใกล้กำลังการผลิตสูงสุด อย่างรวดเร็ว บริษัทเริ่มดำเนินการที่นั่นตั้งแต่ปี 2020 ด้วยกำลังการผลิต 30,000 ตันต่อปี และมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็นสามเท่าเป็น 100,000 ตันภายในปี 2025
การขยายโรงงานในซีลี, เท็กซัส
โรงงานมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์อีกแห่งในเมืองซีลี รัฐเท็กซัส (ห่างจากฮูสตันไปทางตะวันตก 50 ไมล์) ซึ่งจดทะเบียนในชื่อ Hailiang Copper Texas Inc. กำลังอยู่ในระหว่างการขยายระยะที่ 2 โดยเพิ่มสายการผลิตทองแดงอีกหลายสาย เมื่อสร้างเสร็จ โรงงานอุตสาหกรรมขนาด 44,000 ตารางเมตรแห่งนี้จะมีกำลังการผลิตตามแบบที่ออกแบบไว้ที่ 100,000 ตันต่อปี
กลยุทธ์
ด้วยการผลิตภายในสหรัฐฯ ไห่เหลียงสามารถหลบเลี่ยงภาษีนำเข้า 50% ตามมาตรา 232 ได้อย่างสิ้นเชิง ทำให้ได้ราคาพิเศษ (premium pricing) และยึดส่วนแบ่งการตลาดจากทั้งคู่แข่งที่เป็นผู้ส่งออกจีนและผู้ผลิตในประเทศสหรัฐฯ กลยุทธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตทั่วโลกที่ครอบคลุมตั้งแต่อินโดนีเซียไปจนถึงโมร็อกโก เพื่อรับมือกับอุปสรรคทางการค้า
บทสรุป
ไห่เหลียงคือ ผู้ได้รับประโยชน์ที่คาดไม่ถึง จากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ: อุปสรรคที่กระทบต่อการนำเข้าจากจีนกลับกลายเป็นตัวเสริมความแข็งแกร่งให้กับกำลังการผลิตที่จีนเป็นเจ้าของแต่ผลิตในสหรัฐฯ
ตลาดทองแดงถูกกดดันจากทั้งสองด้าน คือ ปัจจัยหนุนจากอุปทานที่ตึงตัว (การหยุดชะงักของเหมือง, ความต้องการจาก AI และโครงข่ายไฟฟ้า) และ ปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจมหภาค (ดอลลาร์แข็ง, เฟดชะลอเศรษฐกิจ, จีนชะลอตัว, ความไม่แน่นอนของภาษี) การทบทวนของกระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 30 มิถุนายน เป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งต่อไป — หากมีข้อเสนอให้จัดเก็บภาษีทองแดงกลั่นแบบเป็นขั้นบันได อาจพลิกโฉมกระแสการค้าโลกและทำให้ส่วนต่างราคา CME-LME กว้างขึ้นอีกครั้ง การเคลื่อนไหวของบริษัทอย่างไห่เหลียงที่ย้ายฐานผลิตไปตั้งในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่ากำแพงภาษีกำลังเร่งให้ผู้ผลิตต่างชาติย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศ (onshoring) มากกว่าที่จะลดการนำเข้าเพียงอย่างเดียว
ต่อไปนี้คือการวิเคราะห์เชิงลึกถึงสาเหตุที่ทำให้ราคาทองแดงปรับตัวลดลง จุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจับตาในวันที่ 30 มิถุนายน และกลยุทธ์ของบริษัทจีนแห่งหนึ่งที่เปลี่ยนวิกฤตภาษีให้เป็นโอกาส
1. เฟดส่งสัญญาณ Hawkish และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า
ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ปรับตัวขึ้นเกือบ 1% ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 24 มิถุนายน ขณะที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แต่ส่งสัญญาณสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ส่งผลให้ราคาทองแดงในตลาดโลหะลอนดอน (LME) ร่วงลงมากถึง 2.1% ในวันเดียว ภายในวันที่ 23 มิถุนายน ราคาทองแดง LME ลดลง 1.36% มาอยู่ที่ 13,463 ดอลลาร์ต่อตัน จากความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์ เช่น ทองแดง มีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่น ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นก็ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
2. อุปสงค์จากจีนอ่อนแอ
แม้ผู้ซื้อชาวจีนจะเริ่มเข้าซื้อในช่วงที่ราคาตก (buy the dip) แต่ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคโดยรวม — โดยเฉพาะความกลัวการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากความขัดแย้งในอิหร่าน — ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อความคาดหวังด้านอุปสงค์จากผู้บริโภคทองแดงรายใหญ่ที่สุดของโลก เจพีมอร์แกน (J.P. Morgan) คาดการณ์ว่าราคาทองแดงอาจร่วงลงไปถึง 11,100–11,200 ดอลลาร์ต่อตันในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
3. ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพ ได้เพิ่มความเสี่ยงที่อาจทำให้อุปสงค์ถูกทำลาย (demand destruction) โดยนักลงทุนกังวลถึงผลกระทบแบบลูกโซ่ที่นำไปสู่ภาวะถดถอย สงครามในอิหร่านยังได้ส่งผลกระทบต่ออุปทานกำมะถันทั่วโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตทองแดงอีกด้วย
4. ความไม่แน่นอนด้านภาษีที่กดดันความเชื่อมั่น
ส่วนต่างราคา CME (CME duty-paid premium) ที่เคยปรับตัวสูงขึ้นในปี 2025 จากการคาดการณ์ว่าจะมีการจัดเก็บภาษีนำเข้าทองแดงกลั่นของสหรัฐฯ ได้ลดลงไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2026 ขณะที่ตลาดประเมินความเป็นไปได้และช่วงเวลาของการจัดเก็บภาษีเหล่านั้นอีกครั้ง ความไม่แน่นอนนี้ทำให้นักเทรดประเมินความเสี่ยงได้ยาก
ภาษีมาตรา 232 ปัจจุบัน 50%
ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2026 เป็นต้นมา ภาษีเพื่อความมั่นคงแห่งชาติในอัตรา 50% ได้ถูกนำมาใช้กับทองแดงกลั่น (refined copper) แคโทดทองแดง (copper cathode) และผลิตภัณฑ์อนุพันธ์จากทองแดง นอกจากนี้ ยังมีประกาศประธานาธิบดีเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2026 เพื่อปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ก่อนการทบทวนนโยบายที่จะมาถึง
จุดเปลี่ยนสำคัญ
วันที่ 30 มิถุนายน 2026 เป็นวันที่รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ต้องส่งรายงานการประเมินตลาดและข้อเสนอแนะด้านภาษีให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์ การทบทวนครั้งนี้คาดว่าจะเสนอให้ใช้ มาตรการภาษีนำเข้าทองแดงกลั่นแบบเป็นขั้นบันได (phased tariff) — โดยอาจเริ่มต้นที่ 15% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 และเพิ่มขึ้นเป็น 30% ภายในเดือนมกราคม 2028 นี่คือตัวแปรระยะสั้นที่มีผลกระทบมากที่สุดต่อตลาดทองแดง
ทำไมถึงสำคัญ
ทองแดงกลั่นถูกแยกออกจากมาตรการภาษีครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2025 อย่างจงใจ การทบทวนครั้งนี้จะตัดสินว่าจะนำทองแดงกลั่นเข้ามาอยู่ในข่ายภาษีหรือไม่ และจะทำในรูปแบบใด ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจเปลี่ยนแปลงกระแสการนำเข้าของสหรัฐฯ ส่วนต่างราคาทองแดงทั่วโลก และส่วนต่างราคาระหว่างตลาด CME และ LME อย่างมีนัยสำคัญ
แม้ราคาจะร่วงลง แต่ภาพรวมของอุปทานยังคงตึงตัว การหยุดชะงักของอุปทานจากเหมืองและความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ข้อมูล AI และระบบโครงข่ายไฟฟ้ายังคงเป็นปัจจัยพยุงราคา — ราคาทองแดงยังคงสูงกว่าปีที่แล้วมากกว่า 40% ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ความกลัวเศรษฐกิจมหภาคกำลังมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยพื้นฐานเหล่านั้นในขณะนี้
ส่วนต่างราคา CME ที่สูงกว่า LME ได้ลดลงแล้ว ขณะที่ตลาดประเมินโอกาสในการจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ใหม่ โดยเหตุผลการพึ่งพาการนำเข้าดูจะมีน้ำหนักน้อยลง หลังจากที่สหรัฐฯ มีสต็อกทองแดงจำนวนมาก
โรงงานฮูสตันใกล้กำลังผลิตสูงสุด
เจ้อเจียง ไห่เหลียง (Zhejiang Hailiang) ผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ของจีน ดำเนินกิจการโรงผลิตท่อและแท่งทองแดงในนครฮูสตัน ซึ่งกำลัง เข้าใกล้กำลังการผลิตสูงสุด อย่างรวดเร็ว บริษัทเริ่มดำเนินการที่นั่นตั้งแต่ปี 2020 ด้วยกำลังการผลิต 30,000 ตันต่อปี และมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็นสามเท่าเป็น 100,000 ตันภายในปี 2025
การขยายโรงงานในซีลี, เท็กซัส
โรงงานมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์อีกแห่งในเมืองซีลี รัฐเท็กซัส (ห่างจากฮูสตันไปทางตะวันตก 50 ไมล์) ซึ่งจดทะเบียนในชื่อ Hailiang Copper Texas Inc. กำลังอยู่ในระหว่างการขยายระยะที่ 2 โดยเพิ่มสายการผลิตทองแดงอีกหลายสาย เมื่อสร้างเสร็จ โรงงานอุตสาหกรรมขนาด 44,000 ตารางเมตรแห่งนี้จะมีกำลังการผลิตตามแบบที่ออกแบบไว้ที่ 100,000 ตันต่อปี
กลยุทธ์
ด้วยการผลิตภายในสหรัฐฯ ไห่เหลียงสามารถหลบเลี่ยงภาษีนำเข้า 50% ตามมาตรา 232 ได้อย่างสิ้นเชิง ทำให้ได้ราคาพิเศษ (premium pricing) และยึดส่วนแบ่งการตลาดจากทั้งคู่แข่งที่เป็นผู้ส่งออกจีนและผู้ผลิตในประเทศสหรัฐฯ กลยุทธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตทั่วโลกที่ครอบคลุมตั้งแต่อินโดนีเซียไปจนถึงโมร็อกโก เพื่อรับมือกับอุปสรรคทางการค้า
บทสรุป
ไห่เหลียงคือ ผู้ได้รับประโยชน์ที่คาดไม่ถึง จากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ: อุปสรรคที่กระทบต่อการนำเข้าจากจีนกลับกลายเป็นตัวเสริมความแข็งแกร่งให้กับกำลังการผลิตที่จีนเป็นเจ้าของแต่ผลิตในสหรัฐฯ
ตลาดทองแดงถูกกดดันจากทั้งสองด้าน คือ ปัจจัยหนุนจากอุปทานที่ตึงตัว (การหยุดชะงักของเหมือง, ความต้องการจาก AI และโครงข่ายไฟฟ้า) และ ปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจมหภาค (ดอลลาร์แข็ง, เฟดชะลอเศรษฐกิจ, จีนชะลอตัว, ความไม่แน่นอนของภาษี) การทบทวนของกระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 30 มิถุนายน เป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งต่อไป — หากมีข้อเสนอให้จัดเก็บภาษีทองแดงกลั่นแบบเป็นขั้นบันได อาจพลิกโฉมกระแสการค้าโลกและทำให้ส่วนต่างราคา CME-LME กว้างขึ้นอีกครั้ง การเคลื่อนไหวของบริษัทอย่างไห่เหลียงที่ย้ายฐานผลิตไปตั้งในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่ากำแพงภาษีกำลังเร่งให้ผู้ผลิตต่างชาติย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศ (onshoring) มากกว่าที่จะลดการนำเข้าเพียงอย่างเดียว