18 มิถุนายน 2026: ยูเครนเปิดปฏิบัติการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีต่อกรุงมอสโก โดยพุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นน้ำมันมอสโก ทำให้เกิดเพลิงไหม้และควันดำปกคลุมเมืองหลวง 23 มิถุนายน 2026: ปธน.ปูตินประกาศเตือนว่าหากประเทศในยุโรปปล่อยให้มีการใช้ดินแดนของตนเป็นฐานยิงโดรนใส่รัสเซีย รัสเซียจะตอบโต้โดยตรง ซึ่งถือเป็นการขยา...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for How did Russia's Vladimir Putin respond to Ukraine's escalating June 2025 drone offensive, includ. Article summary: Here is a fact-checked, sourced breakdown of each element of your question.. Topic tags: general, news, general web, education, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual ev
ในเดือนมิถุนายน 2026 เหตุการณ์ต่อเนื่องในสงครามรัสเซีย-ยูเครนได้ยกระดับไปสู่การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างมอสโกกับสมาชิกนาโตในยุโรป หลังจากที่ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันสำคัญของมอสโกด้วยการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียได้ออกคำขู่ตอบโต้เฉพาะเจาะจงต่อประเทศในยุโรป รัฐมนตรีต่างประเทศของโปแลนด์ตอบสนองด้วยการอ้างถึงเหตุการณ์ปลุกระดมที่ฉาวโฉ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ได้แก่ เหตุการณ์กลาวิทซ์ (Gleiwitz) ในปี 1939
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 ยูเครนเปิดปฏิบัติการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีต่อกรุงมอสโก โดยพุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นน้ำมันมอสโก (Moscow Oil Refinery) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของตลาดเชื้อเพลิงในเขตเมืองหลวง กองกำลังป้องกันทางอากาศของรัสเซียรายงานว่าสามารถสกัดกั้นโดรนที่มุ่งหน้ามายังมอสโกได้อย่างน้อย 194 ลำ และกระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่ายิงโดรนตกทั่วประเทศรวม 555 ลำ
การโจมตีดังกล่าวทำให้กลุ่มควันดำลอยปกคลุมเมืองหลวง และต้องมีการอพยพประชาชนออกจากสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย
ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ยูเครนกล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้เกิดการเจรจา โดยเตือนว่า “มอสโกจะลุกไหม้” ถ้าปูตินยังคงทำสงครามต่อไป จุดสำคัญคือ ปูตินไม่ได้ออกความเห็นต่อสาธารณะอย่างละเอียดในทันทีต่อการโจมตีโรงกลั่นครั้งนี้ เนื่องจากในขณะนั้นเขากำลังเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เมืองคาซาน และไม่ได้กล่าวถึงการโจมตีขณะกล่าวปราศรัย
คำตอบที่มีนัยสำคัญของเครมลินกว่ามาในอีกหลายวันต่อมา
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2026 ระหว่างการประชุมอย่างไม่เป็นทางการกับผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนทหาร ปูตินเตือนว่า รัสเซียจะดำเนินการโจมตีตอบโต้ประเทศในยุโรป หากมีการใช้ดินแดนของพวกเขาเป็นฐานยิงโดรนโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย ตามรายงานที่อ้างอิง The Moscow Times ปูตินระบุอย่างชัดเจนว่าประเทศในยุโรปที่อนุญาตหรือเป็นเจ้าภาพในการปล่อยโดรนโจมตีรัสเซียจะเผชิญกับการตอบโต้โดยตรง
ปูตินกล่าวว่า “พวกเขาเข้าใจว่าการโจมตีตอบโต้จะตามมา ฉันคิดว่าทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ หรือควรจะเข้าใจ นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาพยายามทุกวิถีทางที่จะทำตัวให้ห่างไกลจากเรื่องนี้” นี่ถือเป็นการยกระดับท่าทีการคุกคามของรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ โดยเปลี่ยนจากการข่มขู่ด้วยอาวุธนิวเคลียร์โดยทั่วไป ไปสู่การขู่โจมตีบนแผ่นดินยุโรปอย่างมีเงื่อนไข
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโปแลนด์ เราดอสวัฟ ชีคอร์สกี ตอบสนองอย่างรวดเร็วในวันที่ 24 มิถุนายน 2026 โดยวาดเส้นขนานทางประวัติศาสตร์โดยตรงระหว่างวาทะกรรมของปูตินกับ เหตุการณ์กลาวิทซ์ในปี 1939 ซึ่งเป็นปฏิบัติการปลุกระดม (false flag) ของนาซีที่กองทัพเอสเอสเยอรมันจัดฉากการโจมตีสถานีวิทยุของเยอรมัน โดยใช้เครื่องแบบโปแลนด์เป็นข้ออ้างของฮิตเลอร์ในการบุกโปแลนด์
เหตุการณ์กลาวิทซ์ ซึ่งศาลทหารระหว่างประเทศ ณ เมืองนูเรมเบิร์ก วินิจฉัยว่าเป็นปฏิบัติการที่จัดฉากโดยเอสเอสภายใต้ปฏิบัติการฮิมม์เลอร์ ถือเป็นแบบอย่างคลาสสิกของการสร้างข้ออ้างในการทำสงคราม ด้วยการอ้างถึงเหตุการณ์นี้ ชีคอร์สกีเตือนว่าคำขู่ของปูตินอาจเป็นข้ออ้างในการจัดฉากยั่วยุ ซึ่งมอสโกจะใช้เพื่อแสดงความชอบธรรมในการปฏิบัติการทางทหารต่อสมาชิกนาโต
คำขู่แบบมีเงื่อนไขของปูตินต่อยุโรปแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านจากวาทะกรรมการป้องปรามโดยทั่วไป ไปสู่การเตือนปฏิบัติการที่เฉพาะเจาะจง ในขณะที่การอ้างถึงเหตุการณ์กลาวิทซ์ของโปแลนด์ส่งสัญญาณว่าวอร์ซอมองว่าท่าทีของเครมลินเป็นการเตรียมการสำหรับข้ออ้างที่ถูกจัดฉาก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มาจากตำราของนาซี ความเสี่ยงของการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างรัสเซียและนาโต แม้จะเริ่มต้นจากเหตุการณ์ที่ถูกสร้างขึ้น กำลังกลายเป็นความกังวลหลักของความมั่นคงยุโรป
ณ เดือนมิถุนายน 2026 สงครามในยูเครนได้เข้าสู่ช่วงที่การโจมตีด้วยโดรนในดินแดนรัสเซีย และการขู่ตอบโต้ต่อประเทศในยุโรปไม่ใช่เรื่องสมมติอีกต่อไป การตอบสนองทางการทูตและการทหารในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าจะเป็นตัวกำหนดว่าวังวนแห่งการยกระดับความรุนแรงนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งในวงกว้าง หรือจะทรงตัวผ่านการป้องปราม
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
18 มิถุนายน 2026: ยูเครนเปิดปฏิบัติการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีต่อกรุงมอสโก โดยพุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นน้ำมันมอสโก ทำให้เกิดเพลิงไหม้และควันดำปกคลุมเมืองหลวง
18 มิถุนายน 2026: ยูเครนเปิดปฏิบัติการโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีต่อกรุงมอสโก โดยพุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นน้ำมันมอสโก ทำให้เกิดเพลิงไหม้และควันดำปกคลุมเมืองหลวง 23 มิถุนายน 2026: ปธน.ปูตินประกาศเตือนว่าหากประเทศในยุโรปปล่อยให้มีการใช้ดินแดนของตนเป็นฐานยิงโดรนใส่รัสเซีย รัสเซียจะตอบโต้โดยตรง ซึ่งถือเป็นการขยายขอบเขตจากขู่ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ทั่วไป
24 มิถุนายน 2026: รมว.ต่างประเทศโปแลนด์ เราดอสวัฟ ชีคอร์สกี ตอบโต้ทันที โดยเปรียบการประกาศขู่ของปูตินกับเหตุการณ์ ‘กลาวิทซ์’ ซึ่งเป็นปฏิบัติการปลุกระดม (false flag) ของนาซีในปี 1939 ที่ใช้เป็นข้ออ้างบุกโปแลนด์
Loading comments...
Comments
0 comments