ข้อเสนอ Omnibus นี้จะแก้ไขกฎหมาย EU เกี่ยวกับภาษีทางตรงที่มีอยู่ส่วนใหญ่ ซึ่งรวมถึงคำสั่งเกี่ยวกับดอกเบี้ยและค่าลิขสิทธิ์ (Interest and Royalties Directive), คำสั่งบริษัทแม่และบริษัทลูก (Parent-Subsidiary Directive), คำสั่งการควบรวมกิจการ (Merger Directive), คำสั่งต่อต้านการเลี่ยงภาษี (Anti-Tax Avoidance Directive - ATAD) และคำสั่งเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาท โดยดำเนินการผ่านนิติกรรมทางกฎหมายเพียงฉบับเดียว
สาระสำคัญคือการปรับปรุงและทำให้กฎมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ยกเลิกข้อกำหนดที่ล้าสมัย และลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้การทำธุรกิจข้ามพรมแดนง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หนึ่งในจุดเด่นที่สำคัญคือการให้การผ่อนปรนที่ชัดเจนแก่ SMEs จากกฎ ATAD บางข้อ:
การปรับปรุง DAC ครั้งนี้จะยกเครื่องกรอบการทำงานสำหรับความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านภาษีของประเทศสมาชิก ทำให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน
แพ็กเกจนี้คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจตามกฎระเบียบได้ประมาณ 7,000-8,000 ล้านยูโรต่อปี โดยในจำนวนนี้ประมาณ 3,300 ล้านยูโรมาจากการตัดขั้นตอนการบริหารที่ซ้ำซ้อนโดยตรง คณะกรรมาธิการระบุว่าผลกระทบต่อรายได้ของงบประมาณประเทศสมาชิกคาดว่าจะจำกัดหรือเป็นกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น
สำหรับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดนใน EU แพ็กเกจนี้จะช่วยลดความยุ่งยากในการจัดการกับระบบภาษีที่แตกต่างกันของ 27 ประเทศ โดยเฉพาะการยกเลิกภาษีหัก ณ ที่จ่าย (withholding tax) สำหรับเงินปันผล ดอกเบี้ย และค่าลิขสิทธิ์ที่จ่ายภายในกลุ่มบริษัท ควบคู่ไปกับกฎเกณฑ์ทางการเงินที่เรียบง่ายขึ้น และการยกเลิกข้อกำหนดการรายงานที่ซ้ำซ้อน คณะกรรมาธิการเน้นย้ำว่ามาตรการนี้จะช่วย “อำนวยความสะดวกในการจัดหาเงินทุน กระตุ้นการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”
แม้จะเป็นข้อเสนอที่ได้รับการชื่นชม แต่เส้นทางของแพ็กเกจนี้ยังไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เนื่องจากกฎหมายภาษีของ EU ต้องได้รับ ‘มติเอกฉันท์’ (unanimous approval) จากสมาชิกทั้ง 27 ประเทศในสภายุโรป (Council of the European Union) จึงจะมีผลบังคับใช้ได้ โดยรัฐสภายุโรป (European Parliament) จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาเท่านั้น ไม่มีอำนาจร่วมตัดสินใจ
นี่คืออุปสรรคสำคัญที่เคยกีดกันข้อเสนอปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ในอดีต เช่น ระบบฐานภาษีนิติบุคคลร่วม (Common Consolidated Corporate Tax Base - CCCTB) และข้อเสนอ ‘กรอบภาษีเงินได้ของธุรกิจในยุโรป’ (Business in Europe: Framework for Income Taxation - BEFIT) ซึ่งปัจจุบันยังคงค้างอยู่หรือถูกถอนไปแล้ว
ยังไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอนสำหรับการบังคับใช้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการรับรองของสภายุโรป และการประเมินผลครั้งแรกจะมีขึ้นหลังจากที่กฎใหม่มีผลบังคับใช้แล้วอย่างน้อย 5 ปี
EU Tax Simplification Package เป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของสหภาพยุโรปในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและแข่งขันได้มากขึ้น แต่ความสำเร็จของมันขึ้นอยู่กับความสามารถในการโน้มน้าวให้ประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งเป็นความท้าทายที่ยังต้องจับตาดูต่อไป
Comments
0 comments