เรือหลายร้อยลำทอดสมออยู่ในน่านน้ำอุ่นของอ่าวเปอร์เซียมานานกว่า 3 เดือน สภาพดังกล่าวเปิดโอกาสให้สิ่งมีชีวิตในทะเลเข้ามาเกาะบนพื้นผิวโลหะของตัวเรืออย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ไบโอฟาวลิง (biofouling) หรือการสะสมของสิ่งมีชีวิตบนโครงสร้างใต้น้ำ
ในบางกรณี เพรียง หอยแมลงภู่ หอยกาบ และสาหร่ายอาจปกคลุมพื้นที่ตัวเรือได้มากถึง 150,000 ตารางฟุตต่อลำ คราบเกาะหนาเช่นนี้เพิ่มแรงต้านน้ำ ทำให้เรือแล่นช้าลงและสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น จนไม่ถือว่าอยู่ในสภาพพร้อมเดินเรือหากยังไม่ได้ขูดทำความสะอาด
ท่าเรือบางแห่งยังห้ามเรือที่มีเพรียงเกาะหนาเข้าจอด เพราะโครงสร้างที่ยื่นออกมาอาจสร้างความเสียหายให้กับสิ่งอำนวยความสะดวกในท่าเรือ และเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น
หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวกับอิหร่านเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน คำสั่งจ้างทีมทำความสะอาดตัวเรือใต้น้ำเพิ่มขึ้นมากกว่า 30 เท่า ตามข้อมูลของกัปตันมานันดีป ซิงห์ คูเครจา หัวหน้าผู้ตรวจสอบเรือของ Prominence Shipping Services LLC ซึ่งตั้งอยู่ในดูไบ
นักดำน้ำกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า “bottom cleaners” หรือผู้ทำความสะอาดใต้ท้องเรือ พวกเขาต้องลงไปขูดเพรียง คราบสาหร่าย และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ออกจากตัวเรือ เพื่อให้เรือกลับมาเดินทางได้อย่างปลอดภัย
ความต้องการที่พุ่งขึ้นอย่างฉับพลันทำให้ค่าบริการเพิ่มจากประมาณ 5,000 ดอลลาร์ต่อลำเป็นสูงสุดราว 8,000 ดอลลาร์ จนเกิดกระแสที่สื่อบางแห่งเรียกว่า “barnacle boom” หรือบูมของธุรกิจขูดเพรียง
แต่ปัญหาคือจำนวนทีมงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมีไม่มากพอจะจัดการเรือค้างอยู่กว่า 600 ลำได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น แม้เจ้าของเรือจะพร้อมออกเดินทาง แต่การทำความสะอาดตัวเรือก็อาจกลายเป็นคิวใหม่ที่ต้องรอ
การทำความสะอาดตัวเรือเป็นเพียงด่านแรก แม้เรือจะพร้อมเดินทางแล้ว แต่เส้นทางเดินเรือส่วนกลางของช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ปลอดภัยเต็มที่
เดอะการ์เดียนรายงานว่า มีทุ่นระเบิดทางทหารประมาณ 80 ลูกยังขวางเส้นทางหลัก โดยถูกวางไว้ตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ การกวาดล้างจำเป็นต้องใช้เรือกวาดทุ่นระเบิดและโดรนใต้น้ำที่มีความซับซ้อน โดยการประเมินหนึ่งระบุว่าอาจใช้เวลา 40–50 วัน
ตราบใดที่ยังไม่มีการรับรองอย่างเป็นทางการว่าเส้นทางปลอดภัย เจ้าของเรือและบริษัทประกันจำนวนมากก็ยังไม่ยอมให้เรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่าน เพราะมองพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตเสี่ยงภัยจากสงคราม
นอกจากทุ่นระเบิดแล้ว ตลาดประกันภัยก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ช่องแคบยังไม่กลับมาเปิดใช้งานตามปกติ
ก่อนเกิดความขัดแย้ง เบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามอยู่ที่ประมาณ 0.25% ของมูลค่าเรือ แต่หลังจากนั้นเพิ่มขึ้นเป็นราว 3–8% ซึ่งอาจทำให้การเดินทางผ่านช่องแคบเพียงเที่ยวเดียวมีค่าใช้จ่ายประกันสูงถึง 8 ล้านดอลลาร์
ผู้รับประกันภัยรายหนึ่งอธิบายว่า เบี้ยประกัน “ขึ้นเร็ว แต่ลงช้า” บริษัทประกันต้องการเห็นความสงบต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน รวมถึงหลักฐานยืนยันการกวาดทุ่นระเบิด ก่อนจะยอมลดเบี้ยประกันกลับสู่ระดับปกติ
จึงเกิดวงจรที่แก้ได้ยาก: การกวาดทุ่นระเบิดต้องอาศัยการประกันภัย แต่บริษัทประกันก็ไม่ยอมลดราคา จนกว่าทุ่นระเบิดจะถูกกำจัดและเส้นทางได้รับการรับรองว่าปลอดภัย
สมมติว่าตัวเรือได้รับการทำความสะอาด ทุ่นระเบิดถูกกวาดออก และเบี้ยประกันเริ่มลดลง ปริมาณเรือที่รออยู่ก็ยังมากเกินกว่าจะระบายได้ในทันที
เรือมากกว่า 600 ลำที่ต่อคิวอยู่จะสร้างความแออัดครั้งใหญ่ ทำให้การเคลื่อนย้ายเรือและการส่งมอบน้ำมันต้องทยอยดำเนินการ นักวิเคราะห์ประเมินว่า ในเดือนแรกหลังเริ่มเปิดเส้นทาง ปริมาณพลังงานที่ไหลผ่านช่องแคบอาจยังไม่เกินครึ่งหนึ่งของระดับก่อนสงคราม
การคาดการณ์ในแง่ดีที่สุดระบุว่า การจราจรทางเรืออาจต้องใช้เวลาจนถึงช่วงปลายปี 2026 หรือหลังจากนั้นกว่าจะฟื้นตัวเต็มที่
ความติดขัดที่ฮอร์มุซส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดพลังงานทั่วโลก ราคาน้ำมันดิบเคยลดลงต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันทีหลังมีการประกาศหยุดยิง แต่บรรดานักวิเคราะห์เตือนว่า การลดลงดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกของตลาด มากกว่าการที่อุปทานกลับมาเพิ่มขึ้นจริง
ขณะเดียวกัน อัตราค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมันดิบก็พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี หากคอขวดที่ฮอร์มุซคลี่คลายลงในที่สุด น้ำมันที่สะสมและรอการขนส่งอาจไหลเข้าสู่ตลาดพร้อมกันเป็นจำนวนมาก แต่กว่าจะถึงจุดนั้นยังต้องผ่านทั้งการทำความสะอาดเรือ การกวาดทุ่นระเบิด การฟื้นความเชื่อมั่นของบริษัทประกัน และการจัดการจราจรทางทะเลที่คั่งค้าง
สรุปแล้ว ช่องแคบฮอร์มุซอาจ “เปิดบนกระดาษ” แต่ยังไม่ใช่การกลับมาเปิดเต็มรูปแบบในทางปฏิบัติ เพราะอุปสรรคไม่ได้มีเพียงเรื่องการหยุดยิง หากยังรวมถึงเพรียงเกาะเต็มตัวเรือ ทุ่นระเบิด ความเสี่ยงด้านประกันภัย และคิวเรือจำนวนมหาศาลที่ต้องใช้เวลาในการระบาย
เรือหลายร้อยลำทอดสมออยู่ในน่านน้ำอุ่นของอ่าวเปอร์เซียมานานกว่า 3 เดือน สภาพดังกล่าวเปิดโอกาสให้สิ่งมีชีวิตในทะเลเข้ามาเกาะบนพื้นผิวโลหะของตัวเรืออย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ไบโอฟาวลิง (biofouling) หรือการสะสมของสิ่งมีชีวิตบนโครงสร้างใต้น้ำ
ในบางกรณี เพรียง หอยแมลงภู่ หอยกาบ และสาหร่ายอาจปกคลุมพื้นที่ตัวเรือได้มากถึง 150,000 ตารางฟุตต่อลำ คราบเกาะหนาเช่นนี้เพิ่มแรงต้านน้ำ ทำให้เรือแล่นช้าลงและสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น จนไม่ถือว่าอยู่ในสภาพพร้อมเดินเรือหากยังไม่ได้ขูดทำความสะอาด
ท่าเรือบางแห่งยังห้ามเรือที่มีเพรียงเกาะหนาเข้าจอด เพราะโครงสร้างที่ยื่นออกมาอาจสร้างความเสียหายให้กับสิ่งอำนวยความสะดวกในท่าเรือ และเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น
หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวกับอิหร่านเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน คำสั่งจ้างทีมทำความสะอาดตัวเรือใต้น้ำเพิ่มขึ้นมากกว่า 30 เท่า ตามข้อมูลของกัปตันมานันดีป ซิงห์ คูเครจา หัวหน้าผู้ตรวจสอบเรือของ Prominence Shipping Services LLC ซึ่งตั้งอยู่ในดูไบ
นักดำน้ำกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า “bottom cleaners” หรือผู้ทำความสะอาดใต้ท้องเรือ พวกเขาต้องลงไปขูดเพรียง คราบสาหร่าย และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ออกจากตัวเรือ เพื่อให้เรือกลับมาเดินทางได้อย่างปลอดภัย
ความต้องการที่พุ่งขึ้นอย่างฉับพลันทำให้ค่าบริการเพิ่มจากประมาณ 5,000 ดอลลาร์ต่อลำเป็นสูงสุดราว 8,000 ดอลลาร์ จนเกิดกระแสที่สื่อบางแห่งเรียกว่า “barnacle boom” หรือบูมของธุรกิจขูดเพรียง
แต่ปัญหาคือจำนวนทีมงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมีไม่มากพอจะจัดการเรือค้างอยู่กว่า 600 ลำได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น แม้เจ้าของเรือจะพร้อมออกเดินทาง แต่การทำความสะอาดตัวเรือก็อาจกลายเป็นคิวใหม่ที่ต้องรอ
การทำความสะอาดตัวเรือเป็นเพียงด่านแรก แม้เรือจะพร้อมเดินทางแล้ว แต่เส้นทางเดินเรือส่วนกลางของช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ปลอดภัยเต็มที่
เดอะการ์เดียนรายงานว่า มีทุ่นระเบิดทางทหารประมาณ 80 ลูกยังขวางเส้นทางหลัก โดยถูกวางไว้ตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ การกวาดล้างจำเป็นต้องใช้เรือกวาดทุ่นระเบิดและโดรนใต้น้ำที่มีความซับซ้อน โดยการประเมินหนึ่งระบุว่าอาจใช้เวลา 40–50 วัน
ตราบใดที่ยังไม่มีการรับรองอย่างเป็นทางการว่าเส้นทางปลอดภัย เจ้าของเรือและบริษัทประกันจำนวนมากก็ยังไม่ยอมให้เรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่าน เพราะมองพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตเสี่ยงภัยจากสงคราม
นอกจากทุ่นระเบิดแล้ว ตลาดประกันภัยก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ช่องแคบยังไม่กลับมาเปิดใช้งานตามปกติ
ก่อนเกิดความขัดแย้ง เบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามอยู่ที่ประมาณ 0.25% ของมูลค่าเรือ แต่หลังจากนั้นเพิ่มขึ้นเป็นราว 3–8% ซึ่งอาจทำให้การเดินทางผ่านช่องแคบเพียงเที่ยวเดียวมีค่าใช้จ่ายประกันสูงถึง 8 ล้านดอลลาร์
ผู้รับประกันภัยรายหนึ่งอธิบายว่า เบี้ยประกัน “ขึ้นเร็ว แต่ลงช้า” บริษัทประกันต้องการเห็นความสงบต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน รวมถึงหลักฐานยืนยันการกวาดทุ่นระเบิด ก่อนจะยอมลดเบี้ยประกันกลับสู่ระดับปกติ
จึงเกิดวงจรที่แก้ได้ยาก: การกวาดทุ่นระเบิดต้องอาศัยการประกันภัย แต่บริษัทประกันก็ไม่ยอมลดราคา จนกว่าทุ่นระเบิดจะถูกกำจัดและเส้นทางได้รับการรับรองว่าปลอดภัย
สมมติว่าตัวเรือได้รับการทำความสะอาด ทุ่นระเบิดถูกกวาดออก และเบี้ยประกันเริ่มลดลง ปริมาณเรือที่รออยู่ก็ยังมากเกินกว่าจะระบายได้ในทันที
เรือมากกว่า 600 ลำที่ต่อคิวอยู่จะสร้างความแออัดครั้งใหญ่ ทำให้การเคลื่อนย้ายเรือและการส่งมอบน้ำมันต้องทยอยดำเนินการ นักวิเคราะห์ประเมินว่า ในเดือนแรกหลังเริ่มเปิดเส้นทาง ปริมาณพลังงานที่ไหลผ่านช่องแคบอาจยังไม่เกินครึ่งหนึ่งของระดับก่อนสงคราม
การคาดการณ์ในแง่ดีที่สุดระบุว่า การจราจรทางเรืออาจต้องใช้เวลาจนถึงช่วงปลายปี 2026 หรือหลังจากนั้นกว่าจะฟื้นตัวเต็มที่
ความติดขัดที่ฮอร์มุซส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดพลังงานทั่วโลก ราคาน้ำมันดิบเคยลดลงต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันทีหลังมีการประกาศหยุดยิง แต่บรรดานักวิเคราะห์เตือนว่า การลดลงดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกของตลาด มากกว่าการที่อุปทานกลับมาเพิ่มขึ้นจริง
ขณะเดียวกัน อัตราค่าระวางเรือบรรทุกน้ำมันดิบก็พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี หากคอขวดที่ฮอร์มุซคลี่คลายลงในที่สุด น้ำมันที่สะสมและรอการขนส่งอาจไหลเข้าสู่ตลาดพร้อมกันเป็นจำนวนมาก แต่กว่าจะถึงจุดนั้นยังต้องผ่านทั้งการทำความสะอาดเรือ การกวาดทุ่นระเบิด การฟื้นความเชื่อมั่นของบริษัทประกัน และการจัดการจราจรทางทะเลที่คั่งค้าง
สรุปแล้ว ช่องแคบฮอร์มุซอาจ “เปิดบนกระดาษ” แต่ยังไม่ใช่การกลับมาเปิดเต็มรูปแบบในทางปฏิบัติ เพราะอุปสรรคไม่ได้มีเพียงเรื่องการหยุดยิง หากยังรวมถึงเพรียงเกาะเต็มตัวเรือ ทุ่นระเบิด ความเสี่ยงด้านประกันภัย และคิวเรือจำนวนมหาศาลที่ต้องใช้เวลาในการระบาย