สาเหตุสำคัญ: ข้อตกลงนี้คาดว่าจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน และเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซประมาณ 1 ใน 5 ของโลก ที่ถูกปิดกั้นระหว่างความขัดแย้ง ถึงแม้ S&P Global จะเตือนว่าตลาดน้ำมันดิบจริงอาจยังคงตึงตัวตลอดฤดูร้อน แต่มุมมองด้านอุปทานในระยะยาวดีขึ้นอย่างชัดเจน
ราคาน้ำมันที่ลดลงส่งผลโดยตรงต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อ และนั่นทำให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เคลื่อนไหว โดย Wall Street Journal รายงานว่า "ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวลง" หลังจากมีข่าวข้อตกลงสันติภาพ ในช่วงสิ้นวันอังคาร ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ลดลงมาอยู่ที่ราว 4.45% จาก 4.485% เมื่อวันศุกร์ก่อนหน้า
ตรรกะ: น้ำมันที่ถูกกว่า หมายถึงเงินเฟ้อที่ลดลง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก การประชุม Fed ในวันที่ 17-18 มิถุนายนนั้น Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50–3.75% แต่ Dot Plot เผยให้เห็นความเห็นที่แตกแยก: เจ้าหน้าที่ Fed 9 ใน 19 คนคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ ขณะที่ 6 คนสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยรวม 50 Basis Points ขึ้นไป ราคาน้ำมันที่ร่วงลงทำให้ความคาดหวังแบบ Hawkish (ที่ต้องการขึ้นดอกเบี้ย) เหล่านี้ดูเป็นไปได้ยากขึ้น
ตลาดพันธบัตรในยุโรปมีการเคลื่อนไหวรุนแรงกว่า โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยุโรปร่วงลงเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันในวันอังคาร และแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายสัปดาห์ ผลตอบแทนพันธบัตร Bund ของเยอรมนีอายุ 10 ปี ร่วงลง 2.5 Basis Points มาอยู่ที่ 2.925% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน
ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของอิตาลีร่วงลง 4 Basis Points มาอยู่ที่ 3.639%
กลไกเดียวกัน: การร่วงลงของราคาน้ำมันช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่นำเข้ามายังยุโรป ส่งผลให้ตลาดลดความคาดหวังเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ลงอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดเงินคาดการณ์ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ ECB จนถึงสิ้นปีนี้จะมีเพียงแค่ 30 Basis Points ซึ่งลดลงมากจากเดิมที่เคยคาดการณ์ในเชิง Hawkish
ในกลางเดือนมิถุนายน 2026 Fed และ ECB อยู่ในจุดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และข้อตกลงสันติภาพยิ่งทำให้ช่องว่างนี้กว้างขึ้น
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) เพิ่มมิติใหม่ให้กับภาพความแตกต่างนี้ โดยขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี ในวันเดียวกัน โดยให้เหตุผลถึงความเสี่ยงเงินเฟ้อจากภาวะช็อกด้านพลังงานในตะวันออกกลาง นักวิเคราะห์หลายสำนักเรียกภาพรวมนี้ว่า "ความแตกต่างทางนโยบายครั้งใหญ่ (The Great Policy Divergence)" โดย Fed อยู่ในโหมดระมัดระวัง ECB หยุดพักชั่วคราว และ BoJ กำลังคุมเข้มอย่างจริงจัง
วันที่ 16 มิถุนายน 2026 ไม่ใช่ 'Flight to Safety' แต่มันคือวันที่ 'Geopolitical Risk Premium' พังทลายลง ราคาน้ำมันที่ร่วงลงจากข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน ลดความคาดหวังเงินเฟ้อลงโดยตรง ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรทั้งสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวลดลง และทำให้ความคาดหวังในการคุมเข้มนโยบายการเงินของทั้ง Fed และ ECB ลดลง การเคลื่อนไหวในวงกว้างคือการคลายการป้องกันความเสี่ยง (Unwind of Hedges): หันไปเล่นความเสี่ยงในหุ้นและพันธบัตร แต่เลี่ยงน้ำมันและสกุลเงิน Safe Haven