วัตถุประสงค์การนำเงินไปใช้นั้นเป็นไปตามมาตรฐาน คือ ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไปของบริษัท ซึ่งเป็นการกำหนดที่เปิดกว้างให้ฝ่ายบริหารสามารถจัดสรรเงินทุนไปใช้หนี้คืน ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ลงทุนในทรัพย์สิน เข้าซื้อกิจการ หรือซื้อหุ้นคืนได้ตามดุลยพินิจ
เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการยื่นเอกสารเงินกู้ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2026 คณะกรรมการบริษัทโซนี่ได้อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนรอบใหม่ สูงสุดถึง 230 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่ารวมสูงสุด 5 แสนล้านเยน (ประมาณ 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2026 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2027 นับเป็นหนึ่งในโครงการซื้อหุ้นคืนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่โซนี่เคยมีมา
และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโครงการ บริษัทยังประกาศยกเลิก 184,494,319 หุ้นซื้อคืน (Treasury Shares) อีกด้วย การยกเลิกหุ้นเหล่านี้จะช่วยเพิ่มอัตรากำไรต่อหุ้น (EPS) และตัวชี้วัดต่างๆ ต่อหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นที่เหลืออยู่ รายงานประจำเดือน ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2026 ระบุว่าโซนี่ได้ซื้อหุ้นคืนไปแล้วจำนวน 19,069,900 หุ้น คิดเป็นมูลค่า 67,259,813,688 เยน
การดำเนินการนี้ส่งสัญญาณถึงความเชื่อมั่นของผู้บริหารและความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น แม้ในภาวะที่บริษัทกำลังกู้ยืมเงินเพิ่มก็ตาม
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2025 โซนี่ได้ดำเนินการแยกธุรกิจ Sony Financial Group Inc. (SFGI) แบบบางส่วน (Partial Spin-Off) โดยกระจายหุ้นของ SFGI มากกว่า 80% เล็กน้อย ให้แก่ผู้ถือหุ้นของโซนี่ในรูปแบบเงินปันผลเป็นหุ้น (Dividend in Kind) การทำธุรกรรมครั้งนี้ได้รับการจัดโครงสร้างเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้พระราชบัญญัติการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันทางอุตสาหกรรม (Act on Strengthening Industrial Competitiveness) ของญี่ปุ่น และนับเป็นการแยกธุรกิจแบบบางส่วนครั้งแรกของญี่ปุ่นที่ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภาษีปี 2023
หุ้นของ SFGI เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (TSE Prime Market) โดยใช้วิธีการจดทะเบียนโดยตรง (Direct Listing) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2025 ซึ่งเป็นการจดทะเบียนโดยตรงครั้งแรกในญี่ปุ่นในรอบกว่าสองทศวรรษ
หลังจากการแยกธุรกิจ โซนี่ยังคงถือหุ้นสามัญของ SFGI อยู่ประมาณ 16.40% ทำให้ SFGI เปลี่ยนสถานะจากบริษัทย่อยที่ต้องรวมงบการเงินมาเป็นบริษัทร่วมที่บันทึกบัญชีด้วยวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) การปรับโครงสร้างครั้งนี้ทำให้โซนี่สามารถโฟกัสที่ธุรกิจหลักอย่างบันเทิง เกม และอุปกรณ์ถ่ายภาพได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน SFGI ก็มีความเป็นอิสระในการเข้าถึงตลาดทุนและระดมทุนด้วยตัวเอง
ราคาหุ้น ADR ของโซนี่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ภายใต้สัญลักษณ์ SONY ได้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์:
การร่วงลงของราคาหุ้นสะท้อนถึงปัจจัยลบหลายประการ ได้แก่ ความกังวลในภาคธุรกิจเกม การเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในวงกว้าง และการปรับตัวหลังจากการแยกธุรกิจการเงินของโซนี่ ข้อมูลจาก Barchart แสดงผลตอบแทน -10.48% ในช่วง 1 เดือน และ -21.45% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ณ กลางเดือนมิถุนายน 2026
ข้อมูลตลาดบ่งชี้ว่าราคา ADR ของโซนี่ถูกกดดันจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเกมเป็นหลัก แม้ว่าการค้นหาข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับงาน PlayStation Showcase ที่เชื่อมโยงกับการปรับตัวลงของหุ้นอาจไม่พบแหล่งที่มาจาก SEC หรือตัวบริษัทโดยตรง แต่ภาพรวมจากข้อมูลตลาดระบุว่าโซนี่กำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันในวัฏจักรของเครื่องคอนโซลรุ่นใหม่ แรงกดดันด้านอัตรากำไรจากการพัฒนาเกม และความผิดหวังของนักลงทุนต่อการเปิดเผยแผนงานคอนเทนต์ การร่วงลงอย่างรุนแรงจากจุดสูงสุดที่ 30.34 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปลายปี 2025 มาอยู่ที่ระดับ 19–20 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน 2026 สะท้อนถึงปัจจัยต่างๆ จากทั้งกลุ่มธุรกิจบันเทิงและอิเล็กทรอนิกส์ของโซนี่ โดยที่ความเชื่อมั่นต่อธุรกิจเกมเป็นปัจจัยสำคัญตัวหนึ่ง
กลยุทธ์ของโซนี่ในเวลานี้คือการดำเนินการสองอย่างพร้อมกัน: การระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐฯ (ครบกำหนดปี 2031/2036) เพื่อวัตถุประสงค์ทั่วไปของบริษัท ขณะเดียวกันก็คืนทุนให้ผู้ถือหุ้นอย่างจริงจังผ่านโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่าประวัติศาสตร์ 5 แสนล้านเยน การแยกธุรกิจ Sony Financial Group เสร็จสมบูรณ์แล้ว และหุ้น ADR ก็ร่วงลงอย่างหนัก (~33% จากจุดสูงสุด) ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจเกมและตลาดโดยรวม การกู้ยืมเงินควบคู่กับการซื้อหุ้นคืน สะท้อนถึงกลยุทธ์การคืนทุนแบบใช้เลเวอเรจ (Leveraged Capital Return Strategy) คือการกู้ยืมในอัตราที่น่าสนใจเพื่อนำมาซื้อหุ้นคืน ลดจำนวนหุ้นในตลาด ซึ่งเป็นการบริหารเงินทุนที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
Comments
0 comments