ทรัมป์ถูกกล่าวหาว่าเรียกเนทันยาฮูว่า “you’re f ing crazy” ทั้งในการสนทนาทางโทรศัพท์และต่อหน้าสาธารณะในการประชุม G7 พร้อมบอกให้อิสราเอล “ทำตามที่ผมบอก” [33][35][36][37] ข้อตกลง Islamabad Memorandum 14 ข้อระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำหนดให้ยุติปฏิบัติการทางทหารทุกแนวรบ รวมถึงเลบานอน และเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง [1][3][1...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย DeepSeek-V4-Flashรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Search & fact-check with cited sources for What are the key developments in the recent public rift between President Donald Trump and Prime. Article summary: Here is the verified breakdown of each key development in the Trump–Netanyahu rift as of late June 2026.. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual,
ความสัมพันธ์ที่เคยใกล้ชิดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล กำลังเผชิญรอยร้าวที่เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างชัดเจน
ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ในเดือนมิถุนายน 2026 ทรัมป์ถูกนำเสนอว่าตำหนิและดูหมิ่นเนทันยาฮูอย่างรุนแรง สหรัฐฯ ลงนามกรอบข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านโดยที่อิสราเอลไม่ได้เห็นเอกสารก่อนลงนาม และรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ออกโรงเตือนรัฐมนตรีอิสราเอลที่วิจารณ์ข้อตกลงดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อ 1 มิถุนายน 2026 ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์ ขณะที่อิสราเอลขู่ว่าจะโจมตีกรุงเบรุต ซึ่งอาจทำให้การเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านล่มลง มีรายงานว่าทรัมป์เรียกเนทันยาฮูว่า “you’re f*ing crazy”** หรือประมาณว่า “คุณบ้าไปแล้ว” พร้อมตำหนิการดำเนินการทางทหารเชิงรุกของอิสราเอลในเลบานอน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า นี่เป็นหนึ่งในการพูดคุยที่เลวร้ายที่สุดระหว่างผู้นำทั้งสอง
ต่อมาในการประชุมสุดยอด G7 ที่ฝรั่งเศส เมื่อ 17 มิถุนายน ทรัมป์นำความไม่พอใจออกมาแสดงต่อสาธารณะ โดยยังเรียกเนทันยาฮูด้วยถ้อยคำเดิมเกี่ยวกับการโจมตีเบรุต และกล่าวว่า “ถ้าไม่มีผม ก็จะไม่มีอิสราเอล”
ทรัมป์ยังวิจารณ์ดุลยพินิจของเนทันยาฮู และบอกว่าอิสราเอลควร “ทำตามที่ผมบอก” หนังสือพิมพ์ The Boston Globe ระบุว่า ทรัมป์กำลังโจมตีเนทันยาฮูด้วยถ้อยคำที่ผู้นำสหรัฐฯ คนอื่นไม่เคยกล้าใช้ต่อสาธารณะ
แม้สหรัฐฯ กับอิหร่านจะบรรลุกรอบข้อตกลง แต่เนทันยาฮูยืนยันว่าจุดยืนของอิสราเอลต่อโครงการนิวเคลียร์อิหร่านยังไม่เปลี่ยนแปลง
ในการแถลงข่าวเมื่อ 15 มิถุนายน เขากล่าวว่า:
“ไม่ว่าจะมีข้อตกลงหรือไม่มีข้อตกลง อิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ใช่วันนี้ และไม่ใช่วันพรุ่งนี้”
เนทันยาฮูยังระบุว่า ตราบใดที่เขายังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมให้คำมั่นว่าจะคงกำลังทหารอิสราเอลไว้ในเขตความมั่นคงที่จัดตั้งขึ้นในกาซา เลบานอน และซีเรีย
จุดยืนนี้สะท้อนความแตกต่างสำคัญระหว่างเยรูซาเล็มกับวอชิงตัน กล่าวคือ รัฐบาลอิสราเอลยังสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการด้วยตนเอง หากเห็นว่าความเสี่ยงจากโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านยังไม่หมดไป
เมื่อ 15 มิถุนายน 2026 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียนของอิหร่าน และนายกรัฐมนตรีปากีสถานในฐานะคนกลาง ได้ลงนามในข้อตกลงผ่านระบบออนไลน์ เอกสารดังกล่าวเป็นกรอบความตกลง 14 ข้อที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Islamabad Memorandum หรือบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด
สาระสำคัญที่ปรากฏในเอกสารฉบับเต็ม ได้แก่
ประเด็นที่ทำให้รัฐบาลอิสราเอลไม่พอใจอย่างมากคือ อิสราเอลไม่ได้รับเอกสารให้ตรวจสอบก่อนการลงนาม เจ้าหน้าที่อิสราเอลระดับสูงรายหนึ่งบอกกับรอยเตอร์ว่า ข้อตกลงนี้ถูกมองว่า “เป็นผลเสีย” ต่ออิสราเอล
สำนักข่าว NPR เผยแพร่เอกสารฉบับเต็มเมื่อ 18 มิถุนายน ขณะที่ BBC รายงานว่า ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้อยู่
เมื่อ 18 มิถุนายน 2026 รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ออกมาตำหนิรัฐมนตรีอิสราเอลที่วิจารณ์ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างรุนแรงผิดปกติ พร้อมเตือนว่าไม่ควรโจมตีทรัมป์ทางการเมือง
แวนซ์กล่าวว่า:
“โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ คือผู้นำประเทศเพียงคนเดียวในโลกทั้งใบที่เห็นอกเห็นใจอิสราเอลในช่วงเวลานี้”
เขาย้ำด้วยว่า อาวุธป้องกันประเทศของอิสราเอลราว สองในสาม ได้รับเงินทุนและผลิตโดยสหรัฐฯ พร้อมเตือนว่าอิสราเอลไม่ควรผลักไส “พันธมิตรที่ทรงอำนาจเพียงรายเดียว” ของตน
The Guardian สรุปสารของแวนซ์ในทำนองว่า “ทรัมป์คือพันธมิตรเพียงรายเดียวที่อิสราเอลเหลืออยู่ในโลก” ขณะที่ Al Jazeera มองว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในถ้อยแถลงที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐฯ ต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ–อิสราเอล
ถ้อยคำดังกล่าวถูกมองว่าไม่ใช่เพียงการปกป้องนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่า การสนับสนุนจากวอชิงตันอาจไม่ใช่สิ่งที่อิสราเอลจะคัดค้านได้โดยไม่มีต้นทุนทางการเมืองหรือยุทธศาสตร์
หลายแหล่งข่าวรายงานว่า ทรัมป์บอกให้อิสราเอล “ทำตามที่ผมบอก” ระหว่างการแสดงจุดยืนแตกหักกับเนทันยาฮูในการประชุม G7
คำพูดนี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่ทรัมป์พยายามผลักดันให้อิสราเอลยอมรับแนวทางของเขาต่อข้อตกลงกับอิหร่าน โดยเฉพาะการหยุดการสู้รบและการเปิดทางให้การเจรจานิวเคลียร์เดินหน้าต่อ
รอยร้าวนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการทูต แต่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ทางทหารและการเมืองภายในอิสราเอลโดยตรง
คำขอเดิมระบุว่า ตลาดทำนายผลประเมินโอกาสที่ทรัมป์จะดูหมิ่นเนทันยาฮูต่อสาธารณะภายในวันที่ 30 มิถุนายนไว้ที่ 30% เพิ่มจากระดับเลขหลักหน่วยต้น ๆ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม และมีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 155,000 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ในชุดนี้ ไม่สามารถตรวจสอบตัวเลข 30% และมูลค่าการซื้อขาย 155,000 ดอลลาร์ได้อย่างอิสระ อีกทั้งเหตุการณ์ที่ทรัมป์วิจารณ์เนทันยาฮูต่อสาธารณะได้เกิดขึ้นแล้วทั้งในวันที่ 1 และ 17 มิถุนายน ตัวเลขดังกล่าวจึงควรถูกมองว่าเป็นข้อมูลจากช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่ตัวชี้วัดล่าสุดที่ยืนยันได้จากแหล่งข่าวที่ให้มา
รอยร้าวระหว่างทรัมป์กับเนทันยาฮูในเดือนมิถุนายน 2026 เกิดจากความขัดแย้งเรื่องทิศทางสงครามและการทูตกับอิหร่านโดยตรง ทรัมป์ต้องการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงและการเจรจาระยะ 60 วัน ขณะที่เนทันยาฮูยืนยันว่าอิสราเอลจะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ว่าข้อตกลงของสหรัฐฯ จะระบุไว้อย่างไร
เมื่อสหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงโดยไม่ได้ให้อิสราเอลเห็นล่วงหน้า และฝ่ายบริหารทรัมป์ออกมาเตือนผู้นำอิสราเอลอย่างเปิดเผย ความสัมพันธ์ที่เคยถูกมองว่าแน่นแฟ้นจึงเปลี่ยนจากความเห็นต่างหลังฉาก กลายเป็นความขัดแย้งที่ทุกฝ่ายมองเห็นได้ชัดเจน
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ทรัมป์ถูกกล่าวหาว่าเรียกเนทันยาฮูว่า “you’re f ing crazy” ทั้งในการสนทนาทางโทรศัพท์และต่อหน้าสาธารณะในการประชุม G7 พร้อมบอกให้อิสราเอล “ทำตามที่ผมบอก” [33][35][36][37]
ทรัมป์ถูกกล่าวหาว่าเรียกเนทันยาฮูว่า “you’re f ing crazy” ทั้งในการสนทนาทางโทรศัพท์และต่อหน้าสาธารณะในการประชุม G7 พร้อมบอกให้อิสราเอล “ทำตามที่ผมบอก” [33][35][36][37] ข้อตกลง Islamabad Memorandum 14 ข้อระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำหนดให้ยุติปฏิบัติการทางทหารทุกแนวรบ รวมถึงเลบานอน และเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง [1][3][11][14]
ข้อตกลงระบุถึงแผนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาอิหร่านมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ย้ำว่าไม่ใช่เงินภาษีที่จ่ายให้รัฐบาลอิหร่านโดยตรง [3][5][9][11][13]