จีนไม่ได้เปิดเผยตัวเลขคลังสำรองน้ำมันอย่างเป็นทางการ แต่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ หรือ EIA ประเมินว่า จีนมีน้ำมันดิบในคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์เกือบ 1.4 พันล้านบาร์เรล ณ เดือนธันวาคม 2025 หลังจากเติมน้ำมันเข้าคลังเฉลี่ย 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวันตลอดปีนั้น
ตัวเลขจาก EIA ศูนย์ Center on Global Energy Policy ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และนักวิเคราะห์หลายรายอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยประเมินว่าคลังสำรองของจีนมีขนาดประมาณสามเท่าของคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ Erica Downs นักวิชาการอาวุโสของ Columbia ระบุว่า แม้ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อุปทานจากตะวันออกกลางถูกตัดขาดทั้งหมด คลังดังกล่าวอาจช่วยให้จีนมีน้ำมันใช้ได้นานถึง 6 เดือน
ในช่วงความขัดแย้งกับอิหร่าน จีนดูเหมือนจะใช้น้ำมันทั้งจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์และคลังเชิงพาณิชย์ โดย Kayrros ประเมินว่าคลังน้ำมันเชิงพาณิชย์บนดินเพียงอย่างเดียวมีอยู่ราว 851 ล้านบาร์เรลก่อนเกิดสงคราม น้ำมันที่มีอยู่แล้วจึงช่วยลดความจำเป็นในการเร่งนำเข้าเที่ยวใหม่
ปัจจัยที่กดดันความต้องการซื้อของจีนโดยตรงคือเศรษฐศาสตร์ของธุรกิจโรงกลั่น โดยเฉพาะโรงกลั่นอิสระในมณฑลซานตง ซึ่งมักถูกเรียกว่า “โรงกลั่นกาน้ำชา” หรือ teapots และเป็นกลุ่มผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายสำคัญ
ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบที่โรงกลั่นจีนแปรรูปในเดือนเมษายน 2026 ลดลง 5.8% จากปีก่อน เหลือประมาณ 13.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2022
โรงกลั่นของรัฐมีอัตราการเดินเครื่องเฉลี่ยเพียง 73.43% ในเดือนเมษายน ต่ำสุดในรอบ 6 ปี ส่วนโรงกลั่นอิสระลดอัตราการเดินเครื่องต่ำกว่า 63% ในช่วงต้นเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 และอัตรากำไรจากการกลั่นติดลบ ต่อมา อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นในซานตงลดลงเหลือประมาณ 51% ในเดือนมิถุนายน
เมื่อความต้องการเชื้อเพลิงในประเทศอ่อนแอ ต้นทุนวัตถุดิบสูง และการกลั่นให้ผลขาดทุน การซื้อน้ำมันดิบเพิ่มจึงไม่ใช่ทางเลือกที่น่าสนใจ โรงกลั่นบางแห่งเลือกหยุดซ่อมบำรุงแทนที่จะซื้อสินค้าที่เหลืออยู่ในตลาด
ในช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง น้ำมันอิหร่านเคยเสนอให้ผู้ซื้อจีนในราคาต่ำกว่าน้ำมันดิบ Brent ราว 8–10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้โรงกลั่นอิสระมีแรงจูงใจซื้อในปริมาณมาก
แต่เมื่อความต้องการของจีนชะลอลงและโรงกลั่นลดกำลังผลิต ส่วนลดดังกล่าวก็ลดลงเหลือประมาณ 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมิถุนายน 2026 หลังมีข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว ผู้ขายน้ำมันอิหร่านยังลดราคาเพิ่มเติมเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ โดยเสนอสินค้าน้ำมัน Iranian Light สำหรับส่งมอบเดือนกรกฎาคมที่ส่วนลดราว 2.50–5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อเทียบกับ Brent
อย่างไรก็ตาม ความสนใจซื้อจากโรงกลั่นอิสระจีนยังคง “ซบเซามาก” แหล่งข่าวการค้าระบุว่า โรงกลั่นเหล่านี้ “ไม่รีบจัดหาสินค้าเพิ่ม” และอาจเลือก “หยุดซ่อมบำรุงแทนการแย่งซื้อสินค้าที่เหลืออยู่ไม่กี่เที่ยว”
ประเด็นสำคัญคือ หากมาตรการคว่ำบาตรถูกผ่อนคลาย ส่วนลดพิเศษที่เคยเป็นข้อได้เปรียบของน้ำมันอิหร่านอาจหายไป แม้ผู้ขายจะลดราคาลงอีกครั้งหลังเส้นทางผ่านฮอร์มุซเริ่มกลับมาใช้งานก็ตาม
โรงกลั่นอิสระจีนไม่ได้พึ่งพาเฉพาะการสั่งน้ำมันจากต่างประเทศเที่ยวใหม่ แต่ยังซื้อน้ำมันอิหร่านราคาถูกที่เก็บอยู่ในถังบนบก โดยใช้โควตานำเข้าที่ได้รับใหม่เพื่อดึงน้ำมันจากคลังออกมาใช้ แทนการสั่งซื้อเรือเที่ยวใหม่
น้ำมันที่เก็บอยู่ในคลัง ซึ่งบางล็อตเคยขายด้วยส่วนลดมากกว่า 8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงปลายปี 2025 ช่วยบรรเทาภาวะน้ำมันล้นตลาดและลดความจำเป็นที่โรงกลั่นต้องรีบหาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย
ข้อมูลอีกชุดหนึ่งสะท้อนช่องว่างดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยระบุว่าโรงกลั่นจีนแปรรูปน้ำมันราว 13.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม แต่มีการนำเข้าเพียง 6.36 ล้านบาร์เรลต่อวัน ช่องว่างประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวันจึงถูกเติมด้วยน้ำมันจากคลังเป็นหลัก
JPMorgan คาดว่าการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนจะเริ่มฟื้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม หลังลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี แต่ธนาคารมองว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
โรงกลั่นอิสระบางแห่งเริ่มกลับมาสอบถามราคาน้ำมันดิบหลังข้อตกลงสันติภาพช่วยคลายความกังวลเรื่องเส้นทางผ่านฮอร์มุซ แต่ความสนใจซื้อยังจำกัดที่ระดับส่วนลดปัจจุบัน
ดังนั้น การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งอาจทำให้การขนส่งน้ำมันกลับมาเป็นปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าจีนจะกลับไปซื้อทันทีในปริมาณมหาศาล จีนยังมีทั้งน้ำมันสำรองหลายเดือน น้ำมันเชิงพาณิชย์ในคลัง และโรงกลั่นที่ไม่ต้องการเพิ่มกำลังผลิตในช่วงที่อัตรากำไรติดลบ สิ่งที่ตลาดน่าจะเห็นจึงเป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการกลับเข้าสู่ตลาดแบบเร่งรีบ