The New York Times ดำเนินการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและวิดีโอที่ถูกถ่ายทอดสดบนโซเชียลมีเดีย พร้อมกับระบุพิกัดทางภูมิศาสตร์ (geolocation) ยืนยันว่าลักษณะการระเบิดสอดคล้องกับขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบป้องกันภัยทางอากาศที่พุ่งเข้าใส่เป้าหมาย ไม่ใช่หัวรบของโดรน
Militarnyi และสื่ออื่นๆ รายงานว่าขีปนาวุธลำดังกล่าวพุ่งชนเข้ากับแท็งก์เก็บผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยตรงในระหว่างปฏิบัติการสกัดกั้นโดรนครั้งใหญ่
การโจมตีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 เป็นการโจมตีด้วยโดรนที่ใหญ่ที่สุดของยูเครนต่อกรุงมอสโกนับตั้งแต่สงครามเต็มรูปแบบเริ่มต้นขึ้น
ทางการรัสเซียรายงานว่าสามารถยิงสกัดโดรนของยูเครนที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงได้อย่างน้อย 194 ลำ ในคืนดังกล่าว
นับเป็นการโจมตีโรงกลั่น Kapotnya ครั้งที่สองในสัปดาห์เดียวกัน (ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน) และเป็นครั้งที่สามในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนที่โรงกลั่นแห่งนี้ถูกโจมตี
ขนาดของการโจมตีได้รับการออกแบบมาเพื่อทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียทำงานหนักเกินขีดจำกัด (saturate) สนามบินหลักทั้งสี่แห่งของมอสโกต้องปิดให้บริการชั่วคราว
การโจมตีเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนได้สร้างความเสียหายและเกิดเพลิงไหม้บางส่วนแล้ว ส่วนการโจมตีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนได้สร้างความเสียหายต่อ หน่วยกลั่นน้ำมันดิบหลัก (หน่วย Euro+) รวมถึงอุปกรณ์เสริมและแท็งก์เก็บน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
ความเสียหายสะสมจากการโจมตีทั้งสองครั้งในสัปดาห์นั้น ทำให้โรงกลั่นแห่งนี้ ต้องหยุดดำเนินการทั้งหมด ตามรายงานของสำนักข่าว Reuters ที่อ้างแหล่งข่าว
โรงกลั่น Kapotnya ดำเนินการโดยบริษัท Gazprom Neft ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเครมลินเพียง 15 กิโลเมตร และเป็นแหล่งจ่ายเชื้อเพลิงที่สำคัญให้กับตลาดกรุงมอสโก การหยุดทำงานส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงและทำให้เกิดแถวยาวเหยียดที่ปั๊มน้ำมันในหลายภูมิภาคของรัสเซีย
เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่เพิ่มขึ้นของยูเครนในการปล่อยฝูงบินโดรนพิสัยไกลจำนวนมหาศาล (รวมถึงรุ่น Liutyi และ Shahed) ที่สามารถเจาะทะลวงไปถึงชานเมืองของเครมลินได้
Comments
0 comments