เส้นตาย: "ผมให้เวลาหนึ่งสัปดาห์ให้มันถูกถอนออกไป ไม่เช่นนั้นเราจะจัดการมันเอง" เซเลนสกีกล่าวในการแถลงข่าวร่วมในเคียฟกับประธานาธิบดีนาสรี อัสฟูราแห่งฮอนดูรัสเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน
หลักฐานที่อ้าง: เซเลนสกีกล่าวว่าหน่วยข่าวกรองยูเครนระบุสถานีทวนสัญญาณในดินแดนเบลารุสที่ใช้ถ่ายทอดสัญญาณสั่งการไปยังโดรนรัสเซียที่บินข้ามเข้ามาในยูเครน เขาแย้งว่าเบลารุส "รู้ดีว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นบนดินแดนของตน" และไม่สามารถอ้างความไม่รู้ได้อีกต่อไป โดยอ้างถึงข้อแก้ตัวก่อนหน้านี้ของลูคาเชนโกที่ว่าขีปนาวุธรัสเซียที่ยิงจากเบลารุส "ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเบลารุส"
บริบทก่อนหน้า: คำขาดนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากลูคาเชนโก ขอโทษ เซเลนสกีต่อสาธารณะสำหรับคำพูดรุนแรงในอดีต และยืนยันว่าเบลารุส ไม่มีภัยคุกคามทางทหาร ต่อยูเครน เซเลนสกีใช้คำขาดนี้เป็นบททดสอบโดยตรงต่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 รถบัสโดยสารทีมฟุตบอลเด็กจากเบลารุส (โกเมลและเรชิตซา) ถูกโจมตีด้วยโดรนบนทางหลวง A-240 ในเขต ไบรอันสค์ ของรัสเซีย
หญิงชาวเบลารุสที่ร่วมเดินทางกับกลุ่ม เสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย แปดคน รวมถึงเด็กหกคน ผู้บาดเจ็บหกคนยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาล ณ วันที่ 18 มิถุนายน
คำอธิบายที่ขัดแย้ง: เจ้าหน้าที่รัสเซียและสื่อของรัฐโทษโดรนยูเครน โดยรักษาการผู้ว่าการไบรอันสค์อ้างว่าโดรน FPV ของยูเครนโจมตีรถบัส หน่วยความมั่นคงยูเครน (SBU) โต้แย้งโดยอ้างว่าสกัดเอกสารภายในของรัสเซียที่แสดงว่า ไม่มีโดรนยูเครนปฏิบัติการในพื้นที่นั้น ในเวลาดังกล่าว ชี้ว่าการโจมตีอาจเป็นปฏิบัติการธงเท็จของรัสเซีย
เหตุการณ์นี้เพิ่มความตึงเครียดระหว่างเคียฟและมินสค์ก่อนที่เซเลนสกีจะยื่นคำขาด
การประชุม G7 สมัยที่ 51 จัดขึ้นที่ คานานาสกิส แคนาดา ระหว่างวันที่ 15–17 มิถุนายน 2025
เซเลนสกีเข้าร่วมเพื่อขอความช่วยเหลือทางทหารเพิ่มเติมและคำมั่นด้านความมั่นคง เขาได้พบกับ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งยืนยันการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง, นายกฯ แคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ซึ่งประกาศมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่ต่อกองเรือเงาของรัสเซีย และผู้นำ G7 คนอื่นๆ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เดินทางออกจากการประชุมก่อนกำหนดและ ข้ามการพบปะทวิภาคีกับเซเลนสกี ส่งสัญญาณว่ายูเครนไม่ใช่หนึ่งในลำดับความสำคัญสูงสุดของเขา
เซเลนสกีออกจากการประชุมโดยไม่ได้รับการสนับสนุนในระดับที่หวังไว้ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ เนื่องจาก G7 ยังต้องจัดการกับความขัดแย้งอิสราเอล–อิหร่านที่ทวีความรุนแรงและความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
Comments
0 comments