แถลงการณ์ของเฟดได้ตัดข้อความที่เคยบ่งชี้ถึงแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตออกไป เปลี่ยนเป็นส่งสัญญาณว่ามีความเป็นไปได้ที่จะ ปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปี 2026 รายงานของ CNBC ระบุว่าแถลงการณ์ดังกล่าวถูก "ย่อให้สั้นลง" และแฝงนัยถึง "โอกาสในการปรับขึ้นในอนาคต"
จากข้อมูลของเฟดเอง พบว่าสมาชิก FOMC จำนวน 9 คนจากทั้งหมด 19 คน คาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่า 4% ภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่ค่ามัธยฐานของการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยก็ปรับตัวสูงขึ้น ตลาดการเงินตอบสนองทันที โดยบันทึกการประชุมของเฟดในเดือนมีนาคม 2026 ชี้ให้เห็นว่าเส้นทางอัตราดอกเบี้ยที่ได้จากราคา Options (Modal Path) สอดคล้องกับการที่ไม่มีปรับลดอัตราดอกเบี้ยเลยในปี 2026
ท่าที Hawkish ครั้งนี้จุดชนวนให้เกิด "การปรับเปลี่ยนราคา (Repricing) ในตลาดพัฒนาแล้ว" ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสภาวะการเงินของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนตึงตัวขึ้น
ผลพวงจากการประชุม FOMC ทำให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ภายในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน ดัชนี DXY ทะยานขึ้นไปทดสอบระดับ 101.00 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 ก่อนจะปรับตัวลงมาเล็กน้อยแตะที่ 100.80 จุด
ธนาคารสโกเทียแบงก์ (Scotiabank) รายงานว่าการแข็งค่าของดอลลาร์นั้น "ขับเคลื่อนโดยปัจจัยพื้นฐาน เนื่องจากตลาดได้ปรับเปลี่ยนราคาเพื่อสะท้อนถึงการคาดการณ์การดำเนินนโยบายที่เข้มงวดขึ้นของเฟดอย่างมีนัยสำคัญ หลังการประชุม FOMC เดือนมิถุนายน" ขณะที่ MUFG ระบุว่าดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 1.5% ในช่วง 3 วันหลังการประชุมเฟด
และ TradingEconomics.com รายงานว่าดอลลาร์แข็งค่าขึ้นถึง 1.1% ในรอบสัปดาห์นั้น
การแข็งค่าของดอลลาร์ถือเป็นปัจจัยลบคลาสสิกสำหรับสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ เพราะเพิ่มต้นทุนการชำระหนี้สกุลเงินดอลลาร์ กดดันค่าเงินท้องถิ่น และกระตุ้นให้เกิดการไหลออกของเงินทุนไปยังสินทรัพย์ของสหรัฐฯ รายงาน Gramercy EM ระบุอย่างชัดเจนถึง "การแข็งค่าของดอลลาร์ที่แตะระดับสูงสุดในรอบปี" ว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้สภาวะการเงินตึงตัวและ "ฟื้นแรงกดดันต่อค่าเงินของประเทศที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยมากที่สุดและมีความเสี่ยงสูงจากการกู้ยืมต่างประเทศ"
บรรยากาศทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มความไม่แน่นอนรุนแรงเข้าไปอีก ช่วงต้นสัปดาห์มีข่าวดี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน สหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) เพื่อยุติความขัดแย้ง ซึ่งรวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลงและช่วยพยุงความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์เสี่ยง
แต่ในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน เอง ทางการสวิตเซอร์แลนด์ประกาศยกเลิกการเจรจาสันติภาพรอบสำคัญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในกรุงเจนีวา โดยรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ (JD Vance) ได้ยกเลิกการเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า "การหารือระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และตัวแทนอิหร่านเกี่ยวกับข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะไม่ดำเนินต่อไปในวันศุกร์" และเหตุการณ์นี้ "ทำให้เกิดข้อสงสัยมากขึ้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะมีข้อตกลงหยุดยิงที่ยั่งยืน"
สื่อ The National ยังรายงานด้วยว่าการเจรจาวันแรกถูกเลื่อนออกไป
สัญญาณที่ขัดแย้งกันระหว่างการลงนามกรอบสันติภาพและการระงับการเจรจาสร้างความไม่แน่นอนขั้นรุนแรง ทำให้ราคาน้ำมันฟื้นตัวกลับมาหลังจากข่าวการเลื่อนเจรจา และแรงหนุนจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงต้นสัปดาห์ก็ค่อยๆ หายไป
รายงาน Gramercy EM ประจำสัปดาห์อธิบายสถานการณ์ได้อย่างกระชับว่าเป็นสัปดาห์ที่ "ดึงไปสองทิศทาง" สำหรับตลาดเกิดใหม่ ด้านหนึ่ง การลดลงของพรีเมี่ยมราคาพลังงานจากข้อตกลงอิหร่านถือเป็น "ปัจจัยหนุนที่ชัดเจนสำหรับประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ในเอเชีย" แต่อีกด้านหนึ่ง ปัจจัยสนับสนุนนี้ก็ถูก "หักล้างด้วยการปรับเปลี่ยนราคาในตลาดพัฒนาแล้ว และการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ที่แตะระดับสูงสุดในรอบปี"
ความกดดันนี้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องจากแรงกดดันก่อนหน้านี้ เมื่อรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาดในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ได้ส่งผลให้ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ร่วงลงไปแล้ว เพราะบั่นทอนเหตุผลในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด การประชุม FOMC ในเดือนมิถุนายนยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันดังกล่าว
แม้การลงนามในกรอบข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านจะสร้างความหวังในระยะสั้นให้กับบางประเทศในตลาดเกิดใหม่ แต่ปัจจัยหลักที่สร้างแรงกดดันอย่างรุนแรงในวันที่ 19 มิถุนายน 2026 คือ การส่งสัญญาณ Hawkish จากธนาคารกลางสหรัฐฯ และการพุ่งขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่วนความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จากการเลื่อนการเจรจาสันติภาพก็ยิ่งเพิ่มความผันผวน ทำให้ปัจจัยบวกจากภูมิรัฐศาสตร์ถูกบดบังไปอย่างสิ้นเชิงด้วยสภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น
Comments
0 comments