สาเหตุหลักของราคาที่พุ่งสูงขึ้นนี้มาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดชิปความจำโลก ความต้องการใช้งานหน่วยความจำแบบแบนด์วิดท์สูง (HBM) และชิป DRAM/NAND จากศูนย์ข้อมูล AI (Artificial Intelligence) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงเพื่อแย่งชิงชิปที่มีจำนวนจำกัด
ในการให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal Tim Cook เปิดเผยว่า ระดับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในตอนนี้ 'ไม่ยั่งยืน' และ Apple ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องลูกค้าจากการขึ้นราคา แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงจนไม่สามารถทำได้อีกต่อไป โดยการขึ้นราคาครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ iPhone เท่านั้น แต่จะเกิดขึ้นกับสินค้าหลากหลายประเภทของ Apple เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม iPhone รุ่น Pro มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีการใช้หน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลมากกว่ารุ่นอื่นๆ
แม้จะมีการปรับเพิ่มประมาณการราคา iPhone Pro แต่ Wamsi Mohan ก็ยังคงราคาเป้าหมายหุ้น Apple ไว้ที่ 380 ดอลลาร์ ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสในการปรับตัวขึ้นประมาณ 28% จากระดับราคาหุ้นในขณะที่ออกโน๊ต โดยก่อนหน้านี้ในปี 2026 โมฮานได้ใช้กรอบการวิเคราะห์แบบ 'elasticity framework' เพื่อประเมินผลกระทบจากต้นทุนชิปความจำ และสรุปว่าผลกระทบต่อกำไรของ Apple จะ 'อยู่ในระดับเล็กน้อย' เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Dell และ HP เนื่องจาก Apple มีอำนาจในการกำหนดราคาที่สูงและความภักดีต่อแบรนด์ที่แข็งแกร่ง
ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของเขาในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC ในเดือนพฤษภาคม 2026 ที่ว่า 'ต้นทุนชิปความจำที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ชอบ Apple เลย'
หากการคาดการณ์ของ BofA เป็นจริง iPhone 18 Pro หรือ Pro Max ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในเดือนกันยายน 2026 อาจมีราคาสูงกว่า iPhone 17 Pro รุ่นเทียบเท่าประมาณ 200 ดอลลาร์ แม้ Tim Cook จะไม่ได้ยืนยันช่วงเวลาแน่นอน แต่การเปิดตัวสินค้าหลักครั้งต่อไปของ Apple คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนดังกล่าว
ราคาจริงสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับว่าทาง Apple จะตัดสินใจผลักภาระต้นทุนชิปไปให้ผู้บริโภคมากน้อยแค่ไหน แต่ทิศทางนั้นชัดเจนแล้วว่า 'ยุคเรืองรองของ AI กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระเป๋าเงินของผู้บริโภค ผ่านราคาสินค้าฮาร์ดแวร์ที่แพงขึ้น'
Comments
0 comments