จุดขายคือ Valuation ที่ถูก คาเรน วอร์ด นักกลยุทธ์ของเจพีมอร์แกนชี้ว่า เมื่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางดูเหมือนจะถึงจุดสูงสุดแล้วและน้ำมันยังคงร่วงลง นักลงทุนอาจโยกเงินกลับเข้าสู่หุ้นยุโรปที่ถูกเทขายในช่วงวิกฤต วอร์ดเสริมว่ายุโรปเป็นโอกาสที่น่าสนใจ เพราะ Valuation หุ้นถูกกว่าสหรัฐฯ และตลาดยุโรปถูกเมินจากนักลงทุนมาหลายปี
น้ำมันที่ถูกลงส่งผลโดยตรงต่อ Bond Yield ที่ลดลง และช่วยลดแรงกดดันต่ออัตรากำไรของอุตสาหกรรมที่ถูกบีบจากต้นทุนพลังงานสูง JPMorgan Private Bank อธิบายว่าการปรับตัวนี้ "รวดเร็วและถูกประเมินต่ำเกินไป" ในบทวิเคราะห์กลางปี ธนาคารยังระบุด้วยว่าการเปิดช่องแคบอีกครั้งจะทำให้เงินเฟ้อในระยะสั้นยังสูงอยู่ แต่นักลงทุนอาจมองข้ามประเด็นนี้ไป
สรุปสั้นๆ: เจพีมอร์แกนมองบวกต่อหุ้นยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคและกลุ่มที่อ่อนไหวต่อพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยขจัดอุปสรรคสำคัญของภูมิภาคนี้
ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ตลอดเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2026:
การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เกิดสิ่งที่นักวิเคราะห์จากบลูมเบิร์ก, Brookings Institution และธนาคารโลก ต่างเรียกว่า ภาวะช็อกด้านอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ประเด็นสำคัญ: ตลาดเปลี่ยนจากการขาดแคลนอุปทานครั้งประวัติศาสตร์ ไปสู่การคลี่คลายอย่างรวดเร็ว แต่ราคายังคง สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนวิกฤต (ประมาณ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล) ถึง 27% ซึ่งหมายความว่าการฟื้นตัวยังห่างไกลจากความสมบูรณ์ ดังที่ BNP Paribas กล่าวไว้ "การกลับสู่ภาวะปกติของตลาดน้ำมันอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์"
มุมมองเชิงบวกของเจพีมอร์แกนต่อหุ้นยุโรปมาพร้อมกับความเสี่ยงสำคัญ 6 ประการ ที่อาจพลิกสถานการณ์ปัจจุบันได้ทุกเมื่อ
ข้อตกลงเปราะบาง: ข้อตกลงมีระยะเวลาเพียง 60 วัน ไม่ใช่สันติภาพถาวร การเจรจานิวเคลียร์และขีปนาวุธอาจล้มเหลว นำไปสู่ความตึงเครียดอีกครั้งหรือการปิดช่องแคบอีกครั้ง เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่บรรยายข้อตกลงชั่วคราวเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม เน้นย้ำว่า "ไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพ" และ "ไม่ใช่ข้อตกลงนิวเคลียร์หรือขีปนาวุธ"
แผนเรียกเก็บค่าผ่านทางของอิหร่าน: อิหร่านประกาศว่าจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ผ่านช่องแคบหลังจาก 60 วัน ซึ่งอาจสร้างความขัดแย้งใหม่และเพิ่มต้นทุนการขนส่งและประกันภัย
การฟื้นตัวที่ช้า: EIA และ Brookings เตือนว่า ห่วงโซ่อุปทาน ตารางการผลิต และเส้นทางเรือบรรทุกน้ำมัน จะต้องใช้เวลาหลายเดือน - อาจถึงต้นปี 2570 - ในการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ราคาอาจยังคงสูงกว่าระดับก่อนวิกฤตในช่วงนี้
ผลกระทบเงินเฟ้อ: แม้จะมีข้อตกลง เจพีมอร์แกนชี้ว่าเงินเฟ้อระยะสั้นจะยังคงสูง และแรงฉุดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะยังคงมีอยู่ เนื่องจากราคาน้ำมันไม่น่าจะกลับสู่ระดับก่อนวิกฤตที่ประมาณ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล
ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระจายตัว: สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเกี่ยวข้องกับอิสราเอลและเลบานอน สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางโดยรวมยังคงเปราะบาง มีความเสี่ยงที่การสู้รบจะกลับมาอีกครั้งนอกเหนือจากขอบเขตการหยุดยิง
ความเสี่ยงเฉพาะสำหรับหุ้นยุโรป: หากข้อตกลงล่มและน้ำมันพุ่งขึ้นอีกครั้ง กลุ่มที่เจพีมอร์แกนแนะนำในตอนนี้ (กลุ่มผู้บริโภค) จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ขณะที่หุ้นน้ำมันยักษ์ใหญ่ของยุโรปจะกลับมาได้ประโยชน์
เจพีมอร์แกนมองว่าหุ้นยุโรป - โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคและกลุ่มวัฏจักรที่อ่อนไหวต่อพลังงาน - กำลังมีราคาถูกอย่างน่าดึงดูด หลังวิกฤตราคาน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดจากข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่งเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ข้อตกลงนี้เป็นกรอบหยุดยิง 60 วัน ที่เปิดทางน้ำสำคัญที่สุดของโลกได้ทันที แต่การฟื้นตัวของอุปทานน้ำมันอย่างเต็มรูปแบบจะใช้เวลามากกว่าหนึ่งปี และความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะกลับมา ทำให้การฟื้นฟูยังคงเปราะบาง สำหรับนักลงทุนที่กล้ารับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เจพีมอร์แกนเชื่อว่าการประเมินมูลค่าที่ต่ำและต้นทุนพลังงานที่ลดลง สร้างจุดเข้าเล่นหุ้นยุโรปที่น่าสนใจ
Comments
0 comments