การทบทวนนี้จะมีพลเอก อเล็กซัส กรินเควิช แห่งกองทัพอากาศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวหน้ากองบัญชาการยุโรปของสหรัฐฯ เป็นผู้นำ และจะเกี่ยวข้องกับข้อมูลจากสภาคองเกรสและชาติสมาชิก NATO เฮกเซธเน้นย้ำว่านี่จะเป็นการ 'ทบทวนจริง' โดยไม่มีผลลัพธ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
'นี่จะเป็นการทบทวนจริง มันถูกออกแบบมาเพื่อให้แน่ใจว่า NATO กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและไม่หวนกลับ สู่การที่ยุโรปเป็นผู้นำ ก้าวขึ้นมารับผิดชอบหลักในการป้องกันยุโรป'
เฮกเซธวิพากษ์วิจารณ์ชาติสมาชิก NATO อย่างรุนแรงในสองประเด็นหลัก ประการแรก เขาประณามการที่พวกเขาปฏิเสธที่จะให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในยุโรปสำหรับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยเรียกการตอบสนองนี้ว่า 'น่าอับอาย' และ 'น่าละอาย' ประการที่สอง เขากล่าวหาชาติสมาชิกบางชาติว่าล้มเหลวอย่างต่อเนื่องในการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม โดยโต้แย้งว่าสหรัฐฯ กำลังมองหาพันธมิตรที่มีความสามารถมากขึ้น แทนที่จะรักษาความมั่นคงทางทหารแบบฝ่ายเดียว
ในคำกล่าวที่เตรียมไว้ เฮกเซธสะท้อนถ้อยคำของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เรียก NATO ว่าเป็น 'เสือกระดาษ' และ 'ถนนเดินรถทางเดียว' ซึ่งสหรัฐฯ แบกรับภาระที่ไม่เป็นธรรมมานานเกินไป
เฮกเซธเชื่อมโยงการสนับสนุนทางการเงินของสหรัฐฯ ในอนาคตต่องบประมาณปฏิบัติการของ NATO เข้ากับผลงานการใช้จ่ายด้านกลาโหมของพันธมิตรโดยตรง เขาเตือนว่า 'ค่าสมาชิก NATO รายปีจะขึ้นอยู่กับว่าชาติอื่นๆ บรรลุเป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมหรือไม่' และ 'ในกรณีที่พันธมิตรอื่นไม่ใช้จ่ายอย่างเร่งด่วน เงินสมทบของเราก็จะลดลง'
รัฐบาลทรัมป์กำลังผลักดันให้สมาชิก NATO ก้าวไปสู่เป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมใหม่ที่ 5% ของ GDP ภายในปี 2035 โดยแบ่งเป็น 3.5% สำหรับการป้องกันหลักและ 1.5% สำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เฮกเซธเคยกล่าวในเดือนพฤษภาคม 2026 ว่าสหรัฐฯ คาดหวังให้พันธมิตรมุ่งมั่นที่จะใช้จ่ายอย่างน้อย 3.5% ของ GDP ด้านกลาโหม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าวอชิงตันจะมุ่งเน้นความร่วมมือกับ 'พันธมิตรต้นแบบ' ที่บรรลุเกณฑ์ดังกล่าว
'ยุคที่สหรัฐฯ อุดหนุนการป้องกันประเทศของประเทศร่ำรวยสิ้นสุดลงแล้ว เราต้องการหุ้นส่วน ไม่ใช่รัฐในอารักขา'
เฮกเซธวางกรอบการเปลี่ยนแปลงที่เสนอว่าเป็น 'NATO 3.0' — การรีบูตพันธมิตรที่ยุโรปจะมีบทบาทนำมากขึ้นในการป้องกันตนเองแบบธรรมดา ในขณะที่สหรัฐฯ จะประเมินการปรากฏตัวทางทหารในทวีปอีกครั้ง การทบทวนและกรอบความคิดใหม่นี้ถูกนำเสนอเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่กว้างขึ้นในการเปลี่ยนความรับผิดชอบด้านการป้องกันไปสู่พันธมิตรยุโรปมากขึ้น โดยย้ายพันธมิตรจาก 'ถนนเดินรถทางเดียว' ไปสู่ 'ถนนสองทาง'
ในต้นเดือนมิถุนายน สหรัฐฯ แจ้งพันธมิตรว่ากำลังลดคำมั่นสัญญาภายใต้ NATO Force Model (NFM) ซึ่งเป็นกองกำลังตอบสนองต่อวิกฤตที่มีความพร้อมสูงของพันธมิตรลงอย่างมาก การลดดังกล่าว ซึ่งอธิบายว่าเป็นการตัดจำนวนเครื่องบินและเรือรบที่สหรัฐฯ จัดสรรให้กับปฏิบัติการ NATO ในยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึง
:
ตัวเลขเฉพาะที่รายงานรวมถึงการลดลงจากเครื่องบิน 153 ลำ (F-16 จำนวน 99 ลำ และ F-15E จำนวน 54 ลำ) เหลือ 99 ลำ (F-16 จำนวน 63 ลำ และ F-15E จำนวน 36 ลำ) และการกำจัดเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศทั้ง 8 ลำที่เคยจัดสรรไว้สำหรับปฏิบัติการในยุโรป
มาร์ก รุตเต เลขาธิการ NATO รับทราบเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนว่าการลดการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่แล้ว และกล่าวว่าพันธมิตรอื่นๆ ได้เพิ่มการมีส่วนร่วมของตนเองเพื่อเติมเต็มช่องว่างบางส่วนที่เกิดขึ้น
นอกเหนือจากปัญหาการเข้าถึงฐานทัพและการใช้จ่ายด้านกลาโหมแล้ว เฮกเซธยังวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรยุโรปสำหรับการขาดการลงทุนในการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่องและขาดเจตจำนงทางการเมืองที่เพียงพอที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันของตนเอง เขาโต้แย้งว่าพันธมิตรจำนวนมากเกินไปยังไม่ดำเนินการอย่างรวดเร็วพอที่จะรับผิดชอบด้านความมั่นคงของยุโรปมากขึ้น โดยกล่าวในบันทึกการประชุมอย่างเป็นทางการของเพนตากอนว่า 'เมืองหลวงของพันธมิตรจำนวนมากเกินไปดูเหมือนจะยังคงเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป'
เขายังโจมตีนโยบายการย้ายถิ่นฐานและนโยบายทางเพศของยุโรปในระหว่างการประชุมโต๊ะกลม
ไม่มีข้อมูลในแหล่งข้อมูลที่ให้มาเพื่อยืนยันรายละเอียดเกี่ยวกับแถลงการณ์ของกลุ่มวางแผนนิวเคลียร์ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นพัฒนาการที่แยกต่างหากซึ่งไม่ได้ครอบคลุมอยู่ในรายงานที่มีอยู่
แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ระบุว่าผู้นำกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมสุดยอด NATO ที่จะถึงนี้ในกรุงอังการา ประเทศตุรกี ในวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2026 ความตึงเครียดหลักที่ดำเนินต่อไปคือการแบ่งปันภาระ การทบทวนกำลังทหารของสหรัฐฯ การใช้จ่ายด้านกลาโหมของยุโรป และกรอบความคิด 'NATO 3.0' ที่เสนอขึ้น
Comments
0 comments