แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวซึ่งถูกเรียกว่าเป็น “การเตือนภัยในระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา” เกี่ยวกับสถานการณ์ในซูดาน ระบุว่านานาประเทศมีความ “กังวลอย่างยิ่งต่อภัยคุกคามจากการก่ออาชญากรรมและการสังหารหมู่โดยเจตนาที่ใกล้จะเกิดขึ้น” ในซูดาน
เมืองเอล โอบีด เมืองหลวงของรัฐนอร์ท คอร์โดฟาน (North Kordofan) กำลังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพซูดาน (SAF) แต่ถูก RSF ปิดล้อมและตัดขาดจากโลกภายนอกมาเป็นเวลาหลายเดือน จำนวนพลเรือนที่ตกอยู่ในอันตรายมีสูงถึง ประมาณ 500,000 คน ซึ่งรวมถึง ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศกว่า 100,000 คน ที่หนีภัยสงครามจากพื้นที่อื่นเข้ามาหลบภัยในเมืองนี้
การโจมตีด้วยโดรนอย่างต่อเนื่องนานถึง 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2026 ได้คร่าชีวิตพลเรือนไปแล้วอย่างน้อย 50 ราย และสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือน รวมถึงโรงพยาบาลและตลาด
สิ่งที่สร้างความหวาดหวั่นให้กับประชาคมโลกยิ่งกว่าสถิติการตาย คือรูปแบบการโจมตีของ RSF ที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในเมือง เอล ฟาเชอร์ ซึ่ง RSF ยึดครองได้ในเดือนตุลาคม 2025 หลังจากปิดล้อมนาน 18 เดือน และได้ก่อเหตุสังหารหมู่ ข่มขืนกระทำชำเรา และจับตัวประกันเป็นวงกว้าง
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เลขาธิการ UN อันโตนิโอ กูเตอร์เรส ได้ออกแถลงการณ์โดยโฆษกส่วนตัว แสดงความกังวลเป็นพิเศษต่อ “รายงานการส่งกำลังเสริมทางทหารจำนวนมากของ RSF รอบเมืองเอล โอบีด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเตรียมเปิดฉากโจมตีทางภาคพื้นดินที่ใกล้จะเกิดขึ้น” และเตือนว่าการโจมตีดังกล่าวจะทำให้ “เมืองสำคัญอีกแห่งของซูดานตกอยู่ในความเสี่ยงร้ายแรง”
ด้านข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โฟลเกอร์ เติร์ก กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่าการบุกโจมตีที่ใกล้จะถึงนี้เสี่ยงก่อให้เกิด “อาชญากรรมระหว่างประเทศร้ายแรง” และเรียกร้องให้ประชาคมโลก “หยุดความบ้าคลั่งนี้เสีย”
เอล โอบีด มิใช่เพียงเมืองที่มีประชากรหนาแน่นเท่านั้น แต่ยังเป็น ศูนย์กลางด้านมนุษยธรรม ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับการกระจายความช่วยเหลือไปทั่วพื้นที่ตอนกลางของซูดาน การเสียเมืองนี้ให้กับ RSF จะตัดเส้นทางเสบียงและโลจิสติกส์ที่สำคัญของกองทัพ SAF และจะทำให้เกิดคลื่นการอพยพครั้งใหม่ ซึ่งจะซ้ำเติมวิกฤตความอดอยากที่ UN ระบุว่าเป็นวิกฤตที่รุนแรงที่สุดในโลก
ในบริบทของสงครามที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 ซูดานกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดในโลก:
บทเรียนจากโศกนาฏกรรมที่เอล ฟาเชอร์ ซึ่ง UN วิเคราะห์ในภายหลังว่า “เหตุการณ์สยดสยองในเอล ฟาเชอร์เป็นสิ่งที่ป้องกันได้ หากมีการรับฟังคำเตือน” ทำให้การเตือนภัยสำหรับเอล โอบีดในครั้งนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งและเร่งด่วนยิ่งขึ้น
แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวซึ่งถูกเรียกว่าเป็น “การเตือนภัยในระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา” เกี่ยวกับสถานการณ์ในซูดาน ระบุว่านานาประเทศมีความ “กังวลอย่างยิ่งต่อภัยคุกคามจากการก่ออาชญากรรมและการสังหารหมู่โดยเจตนาที่ใกล้จะเกิดขึ้น” ในซูดาน
เมืองเอล โอบีด เมืองหลวงของรัฐนอร์ท คอร์โดฟาน (North Kordofan) กำลังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพซูดาน (SAF) แต่ถูก RSF ปิดล้อมและตัดขาดจากโลกภายนอกมาเป็นเวลาหลายเดือน จำนวนพลเรือนที่ตกอยู่ในอันตรายมีสูงถึง ประมาณ 500,000 คน ซึ่งรวมถึง ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศกว่า 100,000 คน ที่หนีภัยสงครามจากพื้นที่อื่นเข้ามาหลบภัยในเมืองนี้
การโจมตีด้วยโดรนอย่างต่อเนื่องนานถึง 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2026 ได้คร่าชีวิตพลเรือนไปแล้วอย่างน้อย 50 ราย และสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือน รวมถึงโรงพยาบาลและตลาด
สิ่งที่สร้างความหวาดหวั่นให้กับประชาคมโลกยิ่งกว่าสถิติการตาย คือรูปแบบการโจมตีของ RSF ที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในเมือง เอล ฟาเชอร์ ซึ่ง RSF ยึดครองได้ในเดือนตุลาคม 2025 หลังจากปิดล้อมนาน 18 เดือน และได้ก่อเหตุสังหารหมู่ ข่มขืนกระทำชำเรา และจับตัวประกันเป็นวงกว้าง
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เลขาธิการ UN อันโตนิโอ กูเตอร์เรส ได้ออกแถลงการณ์โดยโฆษกส่วนตัว แสดงความกังวลเป็นพิเศษต่อ “รายงานการส่งกำลังเสริมทางทหารจำนวนมากของ RSF รอบเมืองเอล โอบีด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเตรียมเปิดฉากโจมตีทางภาคพื้นดินที่ใกล้จะเกิดขึ้น” และเตือนว่าการโจมตีดังกล่าวจะทำให้ “เมืองสำคัญอีกแห่งของซูดานตกอยู่ในความเสี่ยงร้ายแรง”
ด้านข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โฟลเกอร์ เติร์ก กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่าการบุกโจมตีที่ใกล้จะถึงนี้เสี่ยงก่อให้เกิด “อาชญากรรมระหว่างประเทศร้ายแรง” และเรียกร้องให้ประชาคมโลก “หยุดความบ้าคลั่งนี้เสีย”
เอล โอบีด มิใช่เพียงเมืองที่มีประชากรหนาแน่นเท่านั้น แต่ยังเป็น ศูนย์กลางด้านมนุษยธรรม ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับการกระจายความช่วยเหลือไปทั่วพื้นที่ตอนกลางของซูดาน การเสียเมืองนี้ให้กับ RSF จะตัดเส้นทางเสบียงและโลจิสติกส์ที่สำคัญของกองทัพ SAF และจะทำให้เกิดคลื่นการอพยพครั้งใหม่ ซึ่งจะซ้ำเติมวิกฤตความอดอยากที่ UN ระบุว่าเป็นวิกฤตที่รุนแรงที่สุดในโลก
ในบริบทของสงครามที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2023 ซูดานกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดในโลก:
บทเรียนจากโศกนาฏกรรมที่เอล ฟาเชอร์ ซึ่ง UN วิเคราะห์ในภายหลังว่า “เหตุการณ์สยดสยองในเอล ฟาเชอร์เป็นสิ่งที่ป้องกันได้ หากมีการรับฟังคำเตือน” ทำให้การเตือนภัยสำหรับเอล โอบีดในครั้งนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งและเร่งด่วนยิ่งขึ้น