แรงกดดันของเบสเซนต์ทำงานผ่านสองช่องทางหลัก:
แรงกดดันนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิมีความระมัดระวังเรื่องการคุมเข้มทางการเงิน ดังที่นิกเคอิรายงาน การแทรกแซงของเบสเซนต์ช่วยขจัดอุปสรรคทางการเมือง ทำให้สมดุลโน้มเอียงไปทาง การปรับขึ้นดอกเบี้ย
คณะกรรมการนโยบายการเงินของ BOJ ลงมติ 7 ต่อ 1 เสียง ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นจาก 0.75% เป็น 1.0% ในการประชุมสองวันที่สิ้นสุดในวันที่ 16 มิถุนายน ผู้ว่าการคาซูโอะ อูเอดะ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมเนื่องจากเข้ารับการรักษาอาการติดเชื้อในซีสต์ที่ตับ ทำให้การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมนโยบายประจำครั้งแรกที่ไม่มีผู้ว่าการธนาคารกลางเข้าร่วม
โดยรองผู้ว่าการ ชินอิจิ อุจิดะ เป็นประธานการประชุมแทน
เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอ้างถึงสงครามในอิหร่านอย่างชัดเจนว่าเป็นปัจจัยสำคัญเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ BOJ แถลงว่าการขึ้นดอกเบี้ยมีเป้าหมายเพื่อ "ป้องกันไม่ให้ภาวะช็อกด้านพลังงานจากสงครามอิหร่านกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในวงกว้าง" ต้นทุนน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นกำลังส่งแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และธนาคารกลางเน้นย้ำถึง "ความเสี่ยงด้านขาขึ้นของเงินเฟ้อ" จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
การดำเนินการของ BOJ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง ทั่วโลก ธนาคารกลางต่างเผชิญกับเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนโดยราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ในวันที่ 17 มิถุนายน 2026 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (fed funds rate) ไว้ที่ 3.50%-3.75% เป็นครั้งที่สี่ติดต่อกัน และเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้ประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช อย่างไรก็ตาม น้ำเสียงในการประชุมครั้งนี้ชัดเจนว่าเป็นไปในเชิงเหยี่ยว:
นักเศรษฐศาสตร์ที่ถูกสำรวจโดยรอยเตอร์ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดปี 2026 โดยเกือบ 70% คาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงอยู่ในช่วงปัจจุบัน ถึงกระนั้น การเปลี่ยนแปลงในแผนภาพจุด (dot plot) ก็ส่งสัญญาณว่าการขึ้นดอกเบี้ย ไม่ใช่การลดดอกเบี้ย คือทิศทางต่อไป
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ก็เปลี่ยนทิศทางไปสู่การคุมเข้มทางการเงินเช่นกัน ในเดือนพฤษภาคม 2026 BOK คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% เป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน แต่ผู้ว่าการ ชิน ฮยอนซง ส่งสัญญาณว่าการขึ้นดอกเบี้ยใกล้จะเกิดขึ้นแล้ว
นัก经济学家ของ ING ก็คาดการณ์เช่นกันว่า BOK จะขึ้นดอกเบี้ยรวม 50 จุดพื้นฐานในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยมองว่าการปรับขึ้นในเดือนกรกฎาคมมี "ความเป็นไปได้สูงกว่า"
การดำเนินการของ BOJ ในเดือนมิถุนายน 2026 การเปลี่ยนทิศทางของเฟดไปในทางเหยี่ยว และสัญญาณจาก BOK ล้วนมีตัวขับเคลื่อนร่วมกัน คือ เงินเฟ้อราคาพลังงานจากสงคราม ความขัดแย้งในอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อจากต้นทุนทั่วทั้งเศรษฐกิจโลก การขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ สู่ระดับ 1.0% เป็นการดำเนินการที่สำคัญที่สุดเพียงรายการเดียว แต่ควรทำความเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ประสานกัน ซึ่งธนาคารกลางตั้งแต่โตเกียวไปจนถึงโซลและวอชิงตันต่างปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเงินเฟ้อที่ถูกกำหนดโดยภูมิรัฐศาสตร์
Comments
0 comments