ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ประกาศในเดือนมิถุนายน 2569 ช่วยลดแรงกดดันในตลาดพลังงานโลกได้ทันที แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งยังอีกยาวไกล ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างตอบสนองด้วยนโยบายที่ระมัดระวังและยึดข้อมูลเป็นหลัก โดย IMF ยังคง 'จับตาอย่างใกล้ชิด' (High Alert) ขณะที่ ECB ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบสามปี สารสำคัญจากทั้งสององค์กรคือ: ภาวะช็อกจากพลังงานจะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะถูกซึมซับเข้าสู่เศรษฐกิจโลกอย่างสมบูรณ์
นี่คือรายละเอียดของปฏิกิริยาทางนโยบายสำคัญ การคาดการณ์เงินเฟ้อ และพลวัตของตลาดน้ำมันภายหลังข้อตกลง
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน คริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF ได้โพสต์บล็อกย้ำว่า IMF ยังคง 'จับตาอย่างใกล้ชิด' ต่อผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางที่มีต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมเตือนว่าอุปทานพลังงานจะต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งก็ตาม
จอร์จีวากล่าวว่าเศรษฐกิจโลกจนถึงขณะนี้ 'สามารถรับมือกับภาวะช็อก' ของความขัดแย้งได้ แต่เน้นย้ำว่า 'ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อัตราเงินเฟ้อและความคาดหวังต่อเงินเฟ้อ รวมถึงภาวะการเงินต่างได้รับผลกระทบ... แต่ยังไม่ถึงจุดที่ส่งสัญญาณถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก' เธอต้อนรับข้อตกลงหยุดยิง แต่เตือนว่าการทวีความรุนแรงของความขัดแย้งและการหยุดชะงักของอุปทานยังคงเป็น 'ความเสี่ยงชัดเจนต่อการเติบโตของโลก'
ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน 2569 IMF เคยเตือนว่าสงครามอิหร่านจะฉุดการเติบโตของโลกลดลง จอร์จีวาแถลงในการประชุมฤดูใบไม้ผลิของ IMF และธนาคารโลกว่า แม้ภายใต้สถานการณ์หยุดยิงที่ดีที่สุด 'จะไม่มีการกลับไปสู่สภาวะก่อนหน้าอย่างราบรื่นและเป็นระเบียบ' และ 'การเติบโตจะชะลอตัวลง - แม้สันติภาพครั้งใหม่จะยั่งยืน' รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ของ IMF ในขณะนั้นคาดการณ์การเติบโตของโลกลดลงจาก 3.4% ในปี 2568 เป็น 3.1% ในปี 2569 โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด การเติบโตอาจร่วงลงเหลือ 2.0%
เมื่อถึงกลางเดือนมิถุนายน หลังจากมีการลงนามข้อตกลงชั่วคราว น้ำเสียงของจอร์จีวาเปลี่ยนไปในทางมองโลกในแง่ดีอย่างระมัดระวัง แต่ยังคงยึดติดกับความจริง: การฟื้นตัวของพลังงานจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ฉับพลัน
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลัก 0.25% เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (deposit facility rate) เพิ่มขึ้นจาก 2.00% เป็น 2.25% การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 และเป็นจุดเปลี่ยนกลับมาใช้นโยบายคุมเข้ม หลังจากที่เคยหยุดพักยาวนาน ซึ่งรวมถึงการลดดอกเบี้ยถึงสี่ครั้งระหว่างเดือนมิถุนายนถึงธันวาคม 2567
เหตุผลในการขึ้นดอกเบี้ย: ผู้กำหนดนโยบายดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งขับเคลื่อนโดยสงครามอิหร่าน ECB แถลงอย่างชัดเจนว่า 'สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ' อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคในยูโรโซน (eurozone) เพิ่มขึ้นเป็น 3.2% ในเดือนพฤษภาคม 2569 จาก 3.0% ในเดือนเมษายน สร้างความตื่นตัวว่าความขัดแย้งจะบีบให้ผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกต้องส่งต่อต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
ตลาดการเงินมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้อาจเป็นครั้งแรกในสามครั้งภายในฤดูใบไม้ผลิหน้า
ควบคู่ไปกับการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย ECB ได้เผยแพร่การคาดการณ์ทางเศรษฐกิจมหภาคฉบับใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นการปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ:
| ปี | เงินเฟ้อทั่วไป (คาดการณ์ มิ.ย.) | เงินเฟ้อทั่วไป (คาดการณ์ มี.ค.) | เงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมพลังงานและอาหาร) |
|---|---|---|---|
| 2569 | 3.0% | 2.6% | 2.5% |
| 2570 | 2.3% | 2.0% | 2.5% |
| 2571 | 2.0% | — | 2.2% |
ขณะนี้คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับมาสู่เป้าหมาย 2% ของ ECB ได้ในช่วงปลายของขอบเขตการคาดการณ์เท่านั้น นั่นคือปี 2571 เงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมพลังงานและอาหาร คาดว่าจะเฉลี่ย 2.5% ในทั้งปี 2569 และ 2570 ก่อนจะลดลงเหลือ 2.2% ในปี 2571 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าธนาคารกลางคาดว่าภาวะช็อกจากราคาพลังงานจะส่งผ่านไปยังแรงกดดันด้านราคาในวงกว้างเป็นเวลานานหลายปี
สโกเทียแบงก์ (Scotiabank) ระบุว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานปี 2570 ถูกปรับเพิ่มขึ้น 0.3% เป็น 2.5% ซึ่ง 'สะท้อนถึงผลกระทบต่อเนื่องที่มากขึ้นจากราคาพลังงานที่มีต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง' ECB ยังปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ลงเหลือ 0.8% (จาก 0.9% ในเดือนมีนาคม) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนระหว่างการต่อสู้กับเงินเฟ้อและการสนับสนุนการเติบโต
ตลาดน้ำมันผันผวนอย่างรุนแรงในเดือนมิถุนายน 2569 ระหว่างการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน
พุ่งสูงก่อนข้อตกลง: วันที่ 1 มิถุนายน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นกว่า 4.2% สู่ระดับประมาณ 94.98 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากมีสัญญาณว่าการเจรจาประสบอุปสรรค ส่วนน้ำมันดิบ WTI ก็กระโดดขึ้นกว่า 5% สู่ประมาณ 92.16 ดอลลาร์/บาร์เรล
การประกาศข้อตกลง: เมื่อมีการประกาศข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวในวันที่ 14 มิถุนายน ราคาน้ำมันก็ร่วงลง น้ำมันเบรนท์ลดลง 4.1% มาอยู่ที่ 83.75 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ WTI ลดลง 4.7% มาอยู่ที่ 80.87 ดอลลาร์/บาร์เรล
ร่วงลงต่อเนื่อง: ภายในวันที่ 16-17 มิถุนายน ราคาน้ำมันเบรนท์ได้ร่วงลงไปอีกสู่ระดับประมาณ 78.24 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม ไม่นานหลังจากความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น WTI ปิดที่ 76.05 ดอลลาร์/บาร์เรล ในวันที่ 16 มิถุนายน
กำหนดการเปิดช่องแคบ: ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งถูกปิดโดยพฤตินัยนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ คาดว่าจะเปิดอีกครั้งภายในสิ้นสัปดาห์ของวันที่ 15 มิถุนายน ข้อตกลงกำหนดให้มีการผ่านช่องแคบโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ซึ่งโดยปกติแล้วเส้นทางนี้รองรับการค้าน้ำมันเกือบ 20% ของโลก
การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป: แม้ราคาจะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่บรรดานักวิเคราะห์และ IMF เตือนว่าการฟื้นฟูการไหลเวียนของพลังงานอย่างเต็มรูปแบบจะต้องใช้เวลาหลายเดือน สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) สันนิษฐานในแนวโน้มเดือนมิถุนายนว่าการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งในไตรมาสที่สามของปี 2569 แต่ 'การจราจรจะต้องใช้เวลาหลายเดือนในการเพิ่มขึ้นสู่ระดับก่อนสงคราม' จอร์จีวาแห่ง IMF สะท้อนมุมมองนี้ว่า การฟื้นตัวของอุปทานพลังงานจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ทั้ง IMF และ ECB ต่างชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ภาวะช็อกจากราคาพลังงานจะฝังตัวเข้าไปในความคาดหวังด้านเงินเฟ้อ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า 'ผลกระทบรอบสอง' (second-round effects)
การปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานของ ECB สำหรับปี 2569 และ 2570 แม้ว่าราคาพลังงานคาดว่าจะชะลอตัวลง ส่งสัญญาณถึงความกังวลว่าภาวะช็อกดังกล่าวกำลังส่งผ่านไปยังค่าจ้าง ราคาบริการ และสินค้าต่างๆ สโกเทียแบงก์ตั้งข้อสังเกตว่าสารสำคัญจาก ECB ก็คือ 'ตอนนี้มองว่าภาวะช็อกจากพลังงานจะยืดเยื้อยาวนานขึ้น'
IMF ในการบรรยายสรุปเดือนเมษายน ได้จำลองสถานการณ์แล้วว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น 10% และคงอยู่นานหนึ่งปี จะผลักดันให้เงินเฟ้อโลกสูงขึ้น 0.4% และชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจลง 0.1-0.2%
ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวสหรัฐฯ-อิหร่านได้ขจัดความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด (tail risk) สำหรับตลาดพลังงานโลกออกไป แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงครามจะต้องใช้เวลาในการคลี่คลาย การขึ้นดอกเบี้ยและการปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อของ ECB ตอกย้ำถึงความคงอยู่ของเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานในยูโรโซน ขณะที่ท่าที 'จับตาอย่างใกล้ชิด' ของ IMF สะท้อนถึงความเป็นจริงว่าแม้การหยุดยิงที่ดีที่สุดก็ยังทิ้งความเสียหายทางเศรษฐกิจไว้อย่างมาก
สำหรับนักลงทุน ธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย วันที่สำคัญที่ต้องจับตามองคือการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการ (กำหนดวันที่ 19 มิถุนายน) จังหวะการฟื้นฟูการจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และการประชุมนโยบายครั้งถัดไปของ ECB โดยตลาดกำลังประเมินความเป็นไปได้ที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกสองครั้งภายในฤดูใบไม้ผลิปี 2570
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวสหรัฐฯ อิหร่านคลายความกังวลด้านอุปทานน้ำมัน แต่ IMF ยังคง 'จับตาอย่างใกล้ชิด' และ ECB ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี สู่ระดับ 2.25%
ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวสหรัฐฯ อิหร่านคลายความกังวลด้านอุปทานน้ำมัน แต่ IMF ยังคง 'จับตาอย่างใกล้ชิด' และ ECB ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี สู่ระดับ 2.25% ราคาน้ำมันเบรนท์ร่วงลงจากระดับเกือบ 95 ดอลลาร์/บาร์เรล ก่อนข้อตกลง สู่ประมาณ 78 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังมีข่าวเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ IMF และ ECB เตือนว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงคราม โดยเฉพาะการหยุดชะงักของพลังงาน จะต้องใช้...
ECB ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2569 และ 2570 พร้อมส่งสัญญาณกังวลว่าแรงกดดันราคาพลังงานอาจส่งผ่านไปยังค่าจ้างและสินค้าอื่นๆ (Second round effects) โดยเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ในปี 2571 เท่านั้น
Loading comments...
Comments
0 comments